เมื่อโลกการบินเข้าสู่ภาคบังคับในการลดคาร์บอน สวทช. โดย MTEC และ NANOTEC ไม่รอช้า ขนทัพนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ทั้งน้ำมันเครื่องบินจากพืชเกษตรที่ไม่ต้องแก้เครื่องยนต์ และวัสดุนาโนดักจับมลพิษจากขยะพลาสติก เตรียมพร้อมรับมาตรการ CORSIA
KEY POINTS
- สวทช. ผลักดันการพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ที่ผลิตจากพืชเกษตร เพื่อรองรับมาตรการลดคาร์บอนภาคบังคับขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งจะเริ่มในปี 2570
- SAF เป็นเชื้อเพลิงแบบ "Drop-in" ที่สามารถผสมกับน้ำมันเครื่องบินได้โดยตรงสูงสุด 50% โดยไม่จำเป็นต้องดัดแปลงเครื่องยนต์
- การผลิต SAF ต้องผ่านมาตรฐานความยั่งยืนสากลที่เข้มงวด ซึ่งครอบคลุมการตรวจสอบย้อนกลับถึงพื้นที่เพาะปลูกว่าไม่มีการรุกป่า และไม่กระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร
- สวทช. ร่วมมือกับพันธมิตรจัดทำ "โครงการ Sandbox" เพื่อทดสอบระบบการตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมปาล์มและอ้อย สร้างความเชื่อมั่นและมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน
SAF ทางรอดอุตสาหกรรมการบินและโอกาสใหม่ของเกษตรกรไทย
ดร. เสกสรร พาป้อง ทีมวิจัยการประเมินความยั่งยืนและเศรษฐกิจและสังคม (SSET) สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวในงาน NAC2026 ชูแนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ว่า SAF (Sustainable Aviation Fuel) หรือน้ำมันอากาศยานยั่งยืน คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การบินเข้าสู่ยุคคาร์บอนต่ำได้จริง ความพิเศษของ SAF คือเป็นเชื้อเพลิงแบบ “Drop-in” ซึ่งผลิตจากวัสดุหมุนเวียนทางการเกษตรที่ปลูกใหม่ได้ และสามารถเติมลงในเครื่องบินเพื่อใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ โดยปัจจุบันสำนักงานการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) รับรองให้ผสมใช้ได้สูงสุดถึง 50 % ของปริมาณน้ำมันที่ใช้
แรงกดดันสำคัญมาจากมาตรการ CORSIA ของ ICAO ที่กำหนดให้สายการบินระหว่างประเทศต้องรายงานและวัดค่าการปล่อยคาร์บอน หากปล่อยเกินเกณฑ์จะต้องชดเชยด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตหรือเลือกใช้ SAF ซึ่งมาตรการนี้จะเข้าสู่ “ภาคบังคับ” ในปี 2027 สำหรับประเทศไทย ในปีนี้มีการเริ่มใช้แบบสมัครใจที่ 1% และจะขยับเป็น 2% ในปีหน้าสำหรับการบินระหว่างประเทศ ซึ่งหากไทยไม่เริ่มขยับตัวตั้งแต่วันนี้ อาจสูญเสียโอกาสในการเป็นศูนย์กลางการผลิต SAF ของอาเซียน
มาตรฐานความยั่งยืนที่เข้มงวด
มากกว่าแค่ลดคาร์บอน การผลิต SAF ไม่ได้ดูเพียงแค่การลดคาร์บอนเท่านั้น แต่ต้องผ่านเกณฑ์ความยั่งยืนระดับสากลที่ครอบคลุมทุกมิติ และต้องมีระบบ Traceability (การตรวจสอบย้อนกลับ)ที่เข้มแข็งเพื่อพิสูจน์ว่า
- ไม่มีการบุกรุกพื้นที่ป่า: โดยต้องตรวจสอบย้อนกลับไปถึงพื้นที่เกษตร (อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน) ว่าไม่มีการรุกล้ำพื้นที่ป่าโดยยึดปีฐานคือ พ.ศ. 2551
- ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security): การนำพืชมาทำเชื้อเพลิงต้องไม่ส่งผลกระทบต่อราคาหรือปริมาณอาหารในตลาด,
- ธรรมาภิบาลและสิ่งแวดล้อม: ครอบคลุมไปถึงการใช้แรงงาน การใช้น้ำ และสิทธิในการถือครองที่ดินที่ถูกต้อง
ผนึกกำลัง Sandbox ตลอดซัพพลายเชน
สวทช. ได้ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) สมอ. และกระทรวงพลังงาน เพื่อกำหนดมาตรฐานและนโยบายส่งเสริมตลอดวงจรชีวิตของ SAFตั้งแต่ต้นน้ำคือเกษตรกรผู้ปลูกพืช ไปจนถึงโรงงานเอทานอล โรงน้ำตาล และโรงกลั่นน้ำมัน โดยมีการเปิดตัว "โครงการ Sandbox" เพื่อทดลองระบบการตรวจสอบย้อนกลับในกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มและอ้อย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้และตลาดโลก
MOF วัสดุนาโนอัจฉริยะ เปลี่ยน “ขยะ” เป็น “ตัวกักเก็บคาร์บอน”
นอกเหนือจากเชื้อเพลิง SAF แล้ว ในงานแถลงข่าว NAC 2026 ยังมีการนำเสนอนวัตกรรม MOF (Metal Organic Frameworks) จาก NANOTEC ซึ่งเป็นวัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ที่มีรูพรุนระดับนาโนจำนวนมหาศาล ทำให้มีพื้นที่ผิวสูงมากในการดักจับแก๊สและสารเคมี
ทีมวิจัยได้พลิกความท้าทายในกระบวนการผลิตแบบเดิมที่ใช้พลังงานสูงและต้นทุนแพง ด้วยการนำแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ โดยนำของเสียจากอุตสาหกรรมมาเป็นวัตถุดิบ เช่น
- เปลี่ยน ขวดน้ำพลาสติก ให้เป็นวัสดุกักเก็บแก๊สมีเทน
- เปลี่ยน ของเสียจากอุตสาหกรรมเหล็ก ให้เป็นวัสดุดูดซับสารพิษและกำจัด NOx ซึ่งเป็นต้นเหตุของฝุ่น PM 2.5
- เปลี่ยน น้ำยากัดแผงวงจรพิมพ์ ให้เป็นวัสดุที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ
- ออกแบบวัสดุเพื่อ ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดปัญหาโลกร้อน
เพื่อผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นจริง สวทช. ได้ร่วมกับพันธมิตรพัฒนา เพื่อทดสอบระบบการตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมปาล์มและอ้อย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าตลอดกระบวนการผลิตมีความยั่งยืนตามมาตรฐานสากลและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง





