วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

ยุคทองแห่งการค้นพบ! เจอสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่มากสุดในรอบ 300 ปี แต่ส่วนใหญ่ใกล้สูญพันธุ์

ยุคทองแห่งการค้นพบ! เจอสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่มากสุดในรอบ 300 ปี แต่ส่วนใหญ่ใกล้สูญพันธุ์

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ “สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่” เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยอัตราเร็วที่สุดในรอบเกือบ 300 รอบ นับตั้งแต่ยุคที่คาร์ล ลินเนียส บิดาแห่งอนุกรมวิธานสมัยใหม่ที่เริ่มภารกิจตั้งชื่อสิ่งมีชีวิต ซึ่งการค้นพบเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถอนุรักษ์สายพันธุ์หายากได้ดีและรวดเร็วกว่าเดิม

ตามการศึกษาของนักวิจัยในมหาวิทยาลัยแอริโซนา ที่ทำการวิเคราะห์ประวัติทางอนุกรมวิธานของสิ่งมีชีวิตกว่า 2 ล้านชนิด พบว่า ในช่วงปี 2015-2020 มีการบันทึกสายพันธุ์ใหม่เฉลี่ยปีละกว่า 16,000 ชนิด ในจำนวนนี้ประกอบด้วยสัตว์มากกว่า 10,000 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแมลงและสัตว์ขาปล้อง รวมถึงพืชอีก 2,500 ชนิด และเห็ดราประมาณ 2,000 ชนิดที่ถูกนำมาบรรยายลักษณะทางวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรก

ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มของการค้นพบไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย ตรงกันข้ามกลับมีความหลากหลายในกลุ่มพืช เห็ดรา แมงมุม ปลา และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่รุ่มรวยกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยประเมินไว้แต่เดิมมาก

จอห์น เจ. ไวน์ส ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนาและผู้เขียนหลักของงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า แม้นักวิทยาศาสตร์บางคนจะกังวลว่าความเร็วในการค้นพบจะลดลง เพราะเราอาจกำลังหมดสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ ให้ค้นหา แต่ผลการวิจัยกลับพิสูจน์ให้เห็นในทางตรงกันข้าม เขายืนยันว่าเรากำลังพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ในอัตราที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับวงการชีววิทยา

แม้ในปัจจุบัน เราจะรู้จักสิ่งมีชีวิตในโลกประมาณ 2.5 ล้านชนิด แต่นี่ก็ยังไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าโลกใบนี้มีสิ่งมีชีวิตทั้งหมดกี่สายพันธุ์ อาจจะมีอยู่ราวสิบล้านหรือแม้แต่พันล้านชนิดที่ยังรอการสำรวจ โดยนักวิทยาศาสตร์คาดว่าอาจมีสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 41,000 ชนิด สายพันธุ์ปลามากถึง 115,000 ชนิด และพืชอีกมากกว่า 500,000 ชนิด ซึ่งมากกว่าที่เรารู้จักในปัจจุบันหลายเท่า 

“การปฏิวัติทางเทคโนโลยี” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค้นพบสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ ได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะเครื่องมือระดับโมเลกุลและการถอดรหัสพันธุกรรม (DNA barcoding) เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถแยกแยะ “สายพันธุ์ที่คล้ายคลึงกัน” (cryptic species) ซึ่งหากมองด้วยตาเปล่าอาจดูเหมือนกันทุกประการ แต่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในระดับดีเอ็นเอ

นอกจากนี้ เทคนิคการตรวจวัดดีเอ็นเอจากสิ่งแวดล้อม (eDNA) ยังช่วยให้ตรวจพบสิ่งมีชีวิตจากเศษเซลล์เพียงเล็กน้อยที่หลงเหลืออยู่ในน้ำหรือดิน การเก็บตัวอย่างน้ำเพียงครั้งเดียวอาจเผยให้เห็นความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตนับสิบชนิด รวมถึงสายพันธุ์ที่หายากมากซึ่งการสำรวจแบบเดิมมักจะมองข้ามไป

ขณะเดียวกัน ในปัจจุบันมนุษย์สามารถสำรวจพื้นที่ห่างไกลและสภาพแวดล้อมที่เข้าถึงยากได้มากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีอย่างยานสำรวจใต้น้ำ (ROVs) และดาวเทียม ตัวอย่างเช่น การสำรวจนอกชายฝั่งประเทศชิลีเพียงเดือนเดียวอาจทำให้พบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่มากกว่า 100 ชนิด ยิ่งตอกย้ำว่า มนุษย์รู้จักมหาสมุทรอยู่น้อยมาก

เช่นเดียวกับ พลังจากภาคประชาชนหรือ "นักวิทยาศาสตร์พลเมือง" ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง iNaturalist ที่มีผู้คนกว่า 4 ล้านคนช่วยกันถ่ายภาพและระบุตำแหน่งสิ่งมีชีวิต ความร่วมมือระดับโลกนี้ช่วยให้มีการค้นพบที่น่าทึ่ง เช่น การพบตั๊กแตนตำข้าวจีนัสสายพันธุ์ใหม่ ในออสเตรเลีย หรือการที่นักศึกษาในญี่ปุ่นพบแมงกะพรุนไฟชนิดใหม่ขณะที่ไปเที่ยวทะเล

นอกจากการลงพื้นที่จริงแล้ว พิพิธภัณฑ์และหอพรรณไม้ทั่วโลกยังเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของการค้นพบ เพราะมีตัวอย่างจำนวนมากที่ถูกเก็บรักษาไว้รอนักวิจัยมาตรวจสอบด้วยเทคนิคสมัยใหม่ เพราะราว 25% ของสายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบ เป็นตัวอย่างที่เก็บมานานกว่า 50 ปีแล้ว แสดงให้เห็นว่าการกลับไปศึกษาข้อมูลเก่านั้นมีค่ามหาศาล

การค้นพบเหล่านี้ ยังมีประโยชน์แก่มนุษย์ทั่วโลกอย่างไม่คาดคิด โดยเฉพาะในด้านการแพทย์ที่สิ่งมีชีวิตหลายชนิดเป็นแหล่งกำเนิดของยารักษาโรค ตัวอย่างเช่น ยาลดน้ำหนักที่ได้รับแรงบันดาลใจจากฮอร์โมนในกิ้งก่ากิลามอนสเตอร์ หรือสารในพิษของแมงมุมและงูที่กำลังถูกศึกษาเพื่อใช้รักษาความเจ็บปวดและโรคมะเร็ง

นอกจากนี้ ธรรมชาติยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมทางเทคโนโลยีผ่านการเลียนแบบชีวภาพ เช่น การพัฒนาวัสดุที่ยึดเกาะพื้นผิวได้ดีเยี่ยมโดยเลียนแบบโครงสร้างเท้าของจิ้งจก ทุกการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่จึงเป็นการเปิดประตูบานใหม่สู่ความรู้และเทคโนโลยีที่อาจช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ต้องเร่งทำงานแข่งกับเวลา เพราะสิ่งมีชีวิตจำนวนมากกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย คาดว่า 47% ของสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่อาจอยู่ในภาวะถูกคุกคามภายในปี 2050 ซึ่งมักจะส่งผลให้สัตว์หรือพืชหลายชนิดได้รับการตั้งชื่อพร้อมๆ กับการถูกประกาศว่าเป็นสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

องค์กร IPBES ประมาณการว่ามีสิ่งมีชีวิตมากกว่า 500,000 ชนิดที่เหลือถิ่นที่อยู่อาศัยน้อยเกินไปสำหรับการอยู่รอดในระยะยาว ซึ่งทำให้พวกมันตกอยู่ในสถานะ “สิ่งมีชีวิตที่รอวันตาย” แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่สูญพันธุ์ไปทั้งหมดก็ตาม

ศ.ไวน์สเน้นย้ำถึงความสำคัญของการค้นพบสิ่งมีชีวิตใหม่ว่า “เราไม่สามารถปกป้องสิ่งที่เราไม่รู้ว่ามีตัวตนอยู่ได้ ดังนั้นการบรรยายลักษณะทางวิทยาศาสตร์และบันทึกข้อมูลจึงถือเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด ในการวางแผนอนุรักษ์ เพราะเมื่อมีชื่อและข้อมูลที่ชัดเจน เราจึงจะสามารถกำหนดสถานะและมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสมได้”

แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่านั้น คือ สิ่งมีชีวิตจำนวนมากอาจสูญพันธุ์ไปก่อนที่มนุษย์จะรู้จักหรือตั้งชื่อให้ หรือที่เรียกว่า “การสูญพันธุ์ในความมืดมิด” (Dark Extinction) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาจากเกิดถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในเขตร้อนซึ่งเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพที่ยังไม่ถูกค้นพบจำนวนมาก กำลังถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะเข้าไปสำรวจและระบุชนิดพันธุ์ได้ทัน

ศ.ไวน์สชี้ให้เห็นว่า แม้เราจะสำรวจกันมานานถึง 300 ปี แต่ 15% ของสิ่งมีชีวิตที่เรารู้จักทั้งหมดเพิ่งถูกค้นพบในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งหมายความว่ายังมีสิ่งที่ยังไม่ทราบอีกมากที่อาจหายไปตลอดกาลหากเราไม่เร่งมือ

ปัจจุบันถือเป็นยุคทองของการค้นพบสายพันธุ์ใหม่ ทั้งในห้องปฏิบัติการลำดับดีเอ็นเอ บนชายหาด และผ่านกล้องของคนธรรมดานับล้าน แต่คำถามคือ เราจะสามารถค้นพบได้เร็วพอที่จะช่วยรักษาสิ่งมีชีวิตที่เรายังไม่ค้นพบไว้ได้ ก่อนที่เราจะไม่ได้เจอมันอีกตลอดกาล

ที่มา: Economic TimesScitech DailyVox