โจทย์ใหม่บริหารประเทศภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังที่ตึงตัว ย้ำต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวแบบเข้มข้น เตือนภาคธุรกิจประเมิน “Climate Risk” หลังภัยพิบัติสุดขั้วกระทบงบการเงินโดยตรง พร้อมกางยุทธศาสตร์ “3 ดอก” เร่งลงทุนอุตสาหกรรมใหม่-อัปสกิลแรงงาน-แก้กฎหมายล้าหลัง
เบญจรงค์ สุวรรณคีรี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) กล่าวในงาน เปิดตัวโครงการ “TOP Green PLUS (TOP Green+) จัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า ทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืน โดยระบุว่า การบริหารเศรษฐกิจในปัจจุบันมีความท้าทายสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากไทยมีข้อจำกัดด้านการขาดดุลการคลังที่หากบริหารจัดการไม่ดีจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทันที ดังนั้น โจทย์การบริหารจากนี้ไปจึงต้องมุ่งเน้นความยั่งยืนใน 4 มิติหลัก คือ ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม, ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ, ความยั่งยืนของผู้บริโภค (แก้หนี้ครัวเรือน) และความยั่งยืนทางการคลัง เพื่อให้ภาครัฐยังมีศักยภาพในการพยุงเศรษฐกิจได้โดยไม่ติดข้อจำกัด
จาก CSR สู่ Core Business
เมื่อความยั่งยืนคือความอยู่รอด นายเบญจรงค์ ชี้ให้เห็นว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องความยั่งยืนในไทยมีการเปลี่ยนผ่านอย่างสำคัญ จากเดิมที่เคยมองว่าเป็นเพียงกิจกรรม CSR แต่ปัจจุบันได้ถูกฝังเข้าไปในแกนหลักของธุรกิจ (Core Business) เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Footprint) ที่ทุกอุตสาหกรรมทั้งเกษตรและอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบหมด
นอกจากนี้ องค์กรต้องเริ่มประเมิน “ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ” (Climate Risk) อย่างจริงจัง เนื่องจากปัจจุบันผลกระทบจากภัยพิบัติที่รุนแรง (Extreme Weather Events) เช่น ปรากฏการณ์ “เรนบอมบ์” (Rain Bomb) ในหาดใหญ่ หรือแผ่นดินไหว ส่งผลกระทบต่อรายการในงบการเงินและมาตรฐานการบัญชีที่เริ่มมีการนำปัจจัยเหล่านี้มาคำนวณความเสี่ยงทางการเงิน โดยนายเบญจรงค์เตือนว่า แผนรับมือภัยพิบัติเดิมอาจใช้ไม่ได้ผล เช่น การใช้แผนหนีไฟเมื่อเกิดแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงมากหากพนักงานไปรวมตัวกันใต้ตึก
กางยุทธศาสตร์ “3 ดอก” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่
เพื่อนำพาประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่เป็นรูปธรรม ภาครัฐมุ่งเน้นการดำเนินการผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่
- การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่: เน้นการสร้างอุปสงค์ใหม่ผ่านอุตสาหกรรมสีเขียว เทคโนโลยี และพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) โดยมีตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญ
- การอัปสกิล (Upskill) บุคลากร: ผ่านโครงการ “Skill Bridge” เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการ (Demand-driven) ของบริษัทข้ามชาติและอุตสาหกรรมในประเทศ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนทักษะที่นักลงทุนกังวล
- การปฏิรูปกฎหมาย: เร่งแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการทำธุรกิจ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของประเทศ
รุกคืบ “Transition Finance” และมาตรฐาน “Made in Thailand”
ในด้านเครื่องมือทางการเงิน นายเบญจรงค์เน้นย้ำความแตกต่างระหว่าง Green Finance และ Transition Finance โดยระบุว่าไทยต้องเร่งพัฒนา Transition Finance ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าแต่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปรับตัวของธุรกิจ พร้อมกันนี้ยังมีแผนผลักดัน ตลาดคาร์บอน (Carbon Market) โดยจะนำร่องร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อสร้างมาตรฐานคาร์บอนเครดิตและกลไกการซื้อขายที่เชื่อถือได้
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีเป้าหมายสร้างมาตรฐาน “การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว” เพื่อสนับสนุนสินค้าสีเขียวที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand) รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เช่น แผน Power Development Plan (PDP) ที่เพิ่มสัดส่วนพลังงานสีเขียว และการนำระบบ Renewable Energy Certificate มาใช้
เปลี่ยนจาก “ผู้ตาม” เป็น “ผู้นำ” เทคโนโลยีสีเขียว ความยั่งยืนไม่ใช่เป้าหมายที่แยกส่วนจากการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เป้าหมายทางเศรษฐกิจต่อจากนี้จะมี “สีเขียว” อยู่เสมอ พร้อมกับเปิดรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากภาคเอกชนเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือ
“เราต้องการให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียงผู้ที่วิ่งตามการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ต้องกลับมาเป็น ผู้นำในด้านเทคโนโลยีสีเขียว และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อีกครั้ง”
เบญจรงค์ ย้ำถึงเป้าหมายสำคัญของการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่จะกลายเป็นกลไกสร้างอุปสงค์ใหม่และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกภาคส่วน





