สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดอย่างรุนแรง หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อเป้าหมายในอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก่อนที่เตหะรานจะตอบโต้ด้วยการยิงโจมตีหลายจุดทั่วภูมิภาค ส่งผลให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ต้องจัดประชุมฉุกเฉินทันที เมื่อวานนี้ (1 มีนาคม 2026)
จุดเริ่มต้นของวิกฤติ
ปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลมีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์และขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน โดยฝ่ายสหรัฐฯระบุว่าเป็นการดำเนินการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันภัยคุกคามในอนาคต
อย่างไรก็ตาม อิหร่านมองว่าการโจมตีครั้งนี้เป็น “การรุกรานที่ไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า” และเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ก่อนจะตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายในหลายประเทศตะวันออกกลาง ทำให้มีรายงานผู้เสียชีวิตในพื้นที่พลเรือน และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพของทั้งภูมิภาค
สถานการณ์ยังส่งผลกระทบต่อความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเฉพาะการเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านผ่านโอมาน ซึ่งอาจต้องหยุดชะงักลง
ยูเอ็นเตือน โลกกำลังยืนอยู่บนขอบเหว
"อันโตนิโอ กูเตอร์เรส" (António Guterres) เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ กล่าวเตือนต่อที่ประชุมว่า การกระทำทางทหารครั้งนี้เสี่ยง จุดชนวนเหตุการณ์ลูกโซ่ที่ไม่มีใครควบคุมได้ ในภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดของโลก พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นอย่างสูงสุด และทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม
"กูเตอร์เรส" ย้ำว่า กฎบัตรสหประชาชาติระบุชัดว่าประเทศสมาชิกต้องงดเว้นจากการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนและเอกราชของรัฐอื่น พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และปกป้องพลเรือน
"สันติภาพที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ผ่านการเจรจาและการพูดคุยอย่างจริงใจเท่านั้น ไม่ใช่การใช้กำลังทหาร ขอเรียกร้องให้ถอยกลับจากขอบเหวของสงครามใหญ่”
อิสราเอล “การกระทำจากความจำเป็น”
"แดนนี่ ดานอน" (Danny Danon) เอกอัครราชทูตอิสราเอล ระบุว่า ตลอด 47 ปีที่ผ่านมา ผู้นำอิหร่านปลุกระดมประชาชนด้วยคำขวัญ “ความตายแก่อิสราเอล” และ “ความตายแก่อเมริกา” นี่ไม่ใช่แค่คำพูดของคนกลุ่มเล็ก ๆ แต่เป็นแนวคิดที่รัฐสนับสนุนอย่างจริงจัง
"ในขณะที่คำขวัญเหล่านั้นยังคงถูกตะโกน อิหร่านก็เดินหน้าเสริมสมรรถนะยูเรเนียม พัฒนาเครื่องหมุนเหวี่ยง สร้างขีปนาวุธ และสร้างฐานปฏิบัติการใต้ดินอย่างต่อเนื่อง"
ด้วยเหตุนี้ อิสราเอลจึงตัดสินใจร่วมกับสหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการทางทหาร เพื่อหยุดภัยคุกคามก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงจนแก้ไขไม่ได้ พร้อมยืนยันว่าได้พยายามใช้วิธีทางการทูตมาอย่างเต็มที่แล้ว แต่อิหร่านไม่ยอมยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และไม่เปิดให้มีการตรวจสอบโครงการอย่างเต็มรูปแบบตามที่นานาชาติเรียกร้อง
สหรัฐอเมริกา "ปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์"
"ไมค์ วอลซ์" (Mike Waltz) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ กล่าวว่า นี่คือช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่ต้องการความชัดเจนทางศีลธรรม โดยปฏิบัติการ “Operation Epic Fury” มุ่งเป้าไปที่วัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงและเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่
- การทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธที่คุกคามพันธมิตร
- การบั่นทอนศักยภาพทางเรือที่ถูกใช้เพื่อบ่อนทำลายเสถียรภาพในน่านน้ำสากล
- การสกัดกั้นกลไกที่ใช้ติดอาวุธให้กับกองกำลังตัวแทน
"เป้าหมายสูงสุดคือเพื่อให้อิหร่านไม่สามารถคุกคามโลกด้วยอาวุธนิวเคลียร์ได้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจอย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ดังกล่าว"
"วอลซ์" ยืนยันว่า การสนับสนุนอย่างกว้างขวางของอิหร่านต่อกลุ่มติดอาวุธตัวแทนที่ใช้ความรุนแรง เช่น ฮูตี ฮิซบอลเลาะห์ และฮามาส ได้นำมาซึ่งการนองเลือดและความไร้เสถียรภาพทั่วตะวันออกกลางมานานเกินไปแล้ว
"การที่อิหร่านยังคงพัฒนาขีดความสามารถด้านขีปนาวุธขั้นสูง ควบคู่กับการปฏิเสธที่จะยุติความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ แม้จะมีโอกาสทางการทูต ถือเป็น ภัยคุกคามร้ายแรงและทวีความรุนแรงขึ้น”
"วอลซ์" ระบุว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ดำเนินการต่อภัยคุกคามนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่ามติที่ 1696 (2006) เรียกร้องให้อิหร่านระงับกิจกรรมเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและการแปรรูปซ้ำทั้งหมด
เมื่ออิหร่านไม่ปฏิบัติตาม คณะมนตรีฯ จึงมีมติฉบับต่อมา ได้แก่ 1737 (2006), 1747 (2007), 1803 (2008), 1835 (2008) และ 1927 (2010) ซึ่งสะท้อน “ฉันทามติของประชาคมโลก” ว่าการกระทำของอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ
อิหร่าน: ใช้สิทธิป้องกันตนเอง
"อามีร์ ซาอีด อิราวานี" (Amir Saeid Iravani) เอกอัครราชทูตอิหร่าน โต้แย้งว่า สหรัฐฯ ซึ่งดำเนินการร่วมและประสานงานกับระบอบอิสราเอล ได้เริ่มต้นการรุกรานต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านโดยปราศจากการยั่วยุ และมีการวางแผนล่วงหน้า นับเป็นครั้งที่สองในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายจงใจโจมตีพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ในหลายเมืองใหญ่
“นี่ไม่ใช่เพียงการกระทำที่เป็นการรุกราน แต่เป็นอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”
เอกอัครราชทูตอิหร่าน กล่าวต่อว่า สหรัฐฯ พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงและอาศัยข้อมูลที่ผิดพลาดเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการรุกรานอย่างโจ่งแจ้งดังกล่าว เป็นการโจมตีที่ “ปราศจากฐานทางกฎหมาย”
"เหตุผลที่ถูกหยิบยกมาอ้างนั้น ผิดกฎหมายและปราศจากรากฐานทางกฎหมายโดยสิ้นเชิง ไม่มีสถานะรองรับภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ การอ้างเรื่อง การโจมตีก่อนเชิงป้องกัน การกล่าวอ้างถึงภัยคุกคามใกล้จะเกิดขึ้น หรือข้อกล่าวอ้างทางการเมืองอื่น ๆ ที่ไร้หลักฐาน ล้วนไม่มีมูลทั้งในทางกฎหมาย ศีลธรรม และการเมือง”
นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตอิหร่านยังปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อคำกล่าวอ้างของผู้แทนจากฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และประเทศตะวันตกอื่น ๆ เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติของอิหร่าน
สหราชอาณาจักร: เสถียรภาพคือหัวใจสำคัญ
"เจมส์ คาริอุคิ" (James Kariuki) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร ระบุว่า นี่คือช่วงเวลาที่เปราะบางอย่างยิ่งสำหรับตะวันออกกลาง และแม้อังกฤษไม่มีส่วนร่วมในการโจมตี แต่กองกำลังอังกฤษกำลังปฏิบัติการป้องกันเชิงประสานในภูมิภาค เพื่อคุ้มครองประชาชนและพันธมิตร ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ
"อิหร่านต้องไม่ถูกปล่อยให้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และเรียกร้องให้หลีกเลี่ยงการโจมตีเพิ่มเติมเพื่อเปิดทางกลับสู่การทูต"
ปากีสถาน: การทูตกำลังถูกทำให้สะดุด
"อาซิม อาหมัด" (Asim Ahmad) เอกอัครราชทูตแห่งปากีสถาน เตือนว่าการโจมตีของสหรัฐฯ–อิสราเอลจะบั่นทอนความมั่นคงของทั้งภูมิภาค พร้อมประณามการโจมตีของอิหร่านต่อซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน จอร์แดน คูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
"เป็นเรื่องน่าเสียดายที่การทูตถูกทำให้ตกราง ในช่วงที่กำลังพยายามหาทางออกทางการทูต และความไว้วางใจที่มีอยู่น้อยอยู่แล้วก็ยิ่งลดลง"
โคลอมเบีย: ชีวิตมนุษย์ต้องมาก่อน
"เลโอนอร์ ซาลาบาตา ตอร์เรส" (Leonor Zalabata Torres) เอกอัครราชทูตแห่งโคลอมเบีย ย้ำว่า การคุ้มครองชีวิตมนุษย์ต้องเป็นหัวใจของการตัดสินใจระหว่างประเทศ และไม่มีรัฐใดมีสิทธิ์อ้างตนโจมตีรัฐอื่นฝ่ายเดียว
"เมื่อกำลังทหารมาแทนที่กฎหมาย ระเบียบระหว่างประเทศจะอ่อนแอลง และผู้ที่สูญเสียก่อนคือพลเรือน พร้อมสนับสนุนการปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ และย้ำว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อสันติเท่านั้น"
นักวิเคราะห์มองว่า หากการโจมตีและการตอบโต้ยังดำเนินต่อไป ตะวันออกกลางอาจเข้าสู่ความขัดแย้งวงกว้าง ซึ่งจะกระทบต่อเสถียรภาพพลังงานโลก เส้นทางการค้า และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ความเห็นที่แตกแยกในคณะมนตรีความมั่นคงสะท้อนภาพความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่การทูตกำลังถูกท้าทายอย่างหนักในช่วงเวลาวิกฤติ
ที่มา: UN





