เมื่อโลกมาถึงจุดที่โมเดลเศรษฐกิจแบบมหาอำนาจหรือ "Super Power Model" ไปต่อไม่ได้ และประเทศพัฒนาแล้วต่างทิ้งร่องรอยความล้มเหลวไว้มากกว่าความสำเร็จ ถึงเวลาที่ไทยต้องหยุดรอผู้นำโลกคนใหม่ แล้วหันมาใช้ยุทธศาสตร์ "Sustenomy" เพื่อนิยามการเติบโตครั้งใหม่ที่สมดุลและยุติธรรม ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ภายในปี 2030
สถานการณ์โลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน (Transition) ครั้งใหญ่
ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด และผู้ก่อตั้ง BiOST กล่าวในงาน งาน FUTUREADY 2026 ภายใต้ธีม “SUSTAINOMY: Economic Growth + Sustainable Future”จัดโดย BRANDi ว่า ขณะนี้ทุกคนตระหนักดีว่าโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมนั้นถึงทางตันแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่เพียงการรับรู้ปัญหา แต่คือคำถามที่ว่า "เราจะเปลี่ยนผ่านอย่างไร และจะอยู่รอดได้อย่างไรในช่วงของการเปลี่ยนผ่านนี้"
ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ "กระบวนทัศน์ในการตัดสินใจ" ของผู้บริหารและผู้นำประเทศที่ต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยมองเพียงแค่เรื่องความมั่นคง (Security) หรือราคาที่ถูกเพื่อให้แข่งขันได้ (Affordability) ปัจจุบันโลกต้องการความยั่งยืน (Sustainability) เป็นตัวตั้ง แต่คำว่า "Sustenomy" ที่ถูกนำเสนอในครั้งนี้ก้าวล้ำไปกว่าแค่การพัฒนาที่ยั่งยืนแบบเดิมๆ โดยถูกนิยามว่าเป็น "Next version of economic growth" หรือโมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจในเวอร์ชันถัดไปที่ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกัน
ทำไมไทยถึงต้องเลิก "ลอกการบ้าน" ประเทศพัฒนาแล้ว?
ในอดีตเราอาจมองหาตัวอย่างความสำเร็จจากประเทศกลุ่ม Advance Economy เพื่อเดินตามรอย แต่แหล่งข่าวระบุชัดเจนว่า ในปัจจุบันประเทศเหล่านั้นไม่มีตัวอย่างความสำเร็จให้เราลอกเลียนแบบได้อีกต่อไป มีเพียงตัวอย่างความล้มเหลว (Fail) เท่านั้น การที่เรายังไม่กล้าคิดเองและรอคอยต้นแบบจะทำให้การเปลี่ยนผ่านไม่เกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น หากเรายังมัวแต่รอให้มีผู้นำโลกคนใหม่เกิดขึ้น ประเทศไทยจะสูญเสียความพร้อมแม้แต่จะเป็น "ผู้ตามที่ดี" เพราะปัญหาภายในที่หมักหมมไว้จะไม่ได้รับการแก้ไขจนกลายเป็นวิกฤติมหาศาล
"Just Transition" การเปลี่ยนผ่านที่ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ยุทธศาสตร์ Sustenomy ยังเน้นย้ำถึงเรื่อง Just Transition หรือการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม เนื่องจากเมื่อเราก้าวออกจากฐานเศรษฐกิจหรือพลังงานแบบเก่า จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องเผชิญกับภาวะตกงานทันที ดังนั้นแผนงานจึงต้องครอบคลุมทั้ง 3 ระยะคือ
- ระยะสั้น: การดูแลกลุ่มคนตกงานให้ดำรงชีวิตอยู่ได้
- ระยะกลาง: การเตรียมความพร้อมและทักษะใหม่สำหรับอนาคต
- ระยะยาว: การสร้างงานใหม่ๆ มารองรับให้พวกเขากลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง
เส้นตายปี 2030 กับยุทธศาสตร์ "Quick Big Win" กูรูเศรษฐกิจเตือนว่า ปี 2030 คือเส้นตาย (Too late) สำหรับประเทศไทย หากไม่มีการขยับตัวอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ สิ่งที่ประเทศไทยต้องการคือ "Speed and Scale" โดยต้องเน้นผลลัพธ์แบบ "Quick Big Win" คือต้องรวดเร็วและมีขนาดที่ใหญ่พอจะสร้างแรงกระเพื่อมได้ การทำโปรเจกต์ขนาดเล็กที่ต้องรอผลนานหลายปีไม่สามารถตอบโจทย์วิกฤติปัจจุบันได้อีกต่อไป เนื่องจากปัญหาหนี้สินโลกที่พุ่งสูงถึง 315 ทริลเลี่ยน ในขณะที่ GDP โลกมีเพียง 100 กว่าทริลเลี่ยน สะท้อนว่าโมเดลเดิมกำลังเผาผลาญทรัพยากรเกินความจำเป็นและสร้างภาระมหาศาล
ประเทศไทยต้องหาจุดยืน (Positioning)
ในฐานะ "Neutral Gateway" หรือประตูที่เป็นกลางสู่ภูมิภาคอาเซียน และทุกภาคส่วนต้อง "สลายไซโล (Silo)" ทางความคิด ทิ้งความขัดแย้งและการแข่งขันแบบเดิมๆ เพื่อรวมพลังกันในฐานะประเทศ (As a country) ขับเคลื่อน Roadmap ยุทธศาสตร์เดียวกันอย่างจริงจังก่อนที่จะไม่เหลืออะไรให้รักษาไว้





