วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

'ระเบิดเวลาลูกใหม่ เศรษฐกิจไทย-โลก' เม็ดเงินทำลายธรรมชาติ สูงกว่าการฟื้นฟูถึง 30 เท่า

'ระเบิดเวลาลูกใหม่ เศรษฐกิจไทย-โลก' เม็ดเงินทำลายธรรมชาติ สูงกว่าการฟื้นฟูถึง 30 เท่า

โลกในปี พ.ศ. 2569 กำลังเผชิญกับจุดหักเหที่น่าสะพรึงกลัว แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาเศรษฐกิจปากท้องจะดูเหมือนเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดในสายตาประชาชน

แต่รายงาน Global Risks Report 2569 โดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) กลับส่งสัญญาณเตือนภัยที่ดังกว่าเดิมว่า “ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม” โดยเฉพาะการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ คือมหันตภัยระยะยาวที่จะล้มล้างความมั่งคั่งของมนุษยชาติ หากเรายังไม่เร่งปรับทิศทางการไหลของเงินทุนโลก

ตัวเลขที่น่าตกใจ เรากำลังจ่ายเงินเพื่อทำลายตัวเอง

รายงานจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ในชื่อ State of Finance for Nature 2569 เปิดเผยสถิติที่ฟังดูเหลือเชื่อว่า ในทุกๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐที่โลกพยายามลงทุนเพื่อปกป้องและฟื้นฟูธรรมชาติ กลับมีเงินถึง 30 ดอลลาร์สหรัฐ  ที่ถูกใช้ไปในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทำลายธรรมชาติ เช่น การอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล การทำเกษตรเชิงเดี่ยวที่ทำลายหน้าดิน และการประมงเกินขนาด

ความย้อนแย้งนี้กำลังขยาย “ช่องว่างทางการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity Finance Gap) ให้สูงถึง 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 24 ล้านล้านบาท) ซึ่งหากไม่รีบอุดช่องว่างนี้ โลกจะเผชิญกับภาวะ "ระบบล่มสลาย" ที่ย้อนกลับคืนมาไม่ได้

ขีดจำกัดโลก (Planetary Boundaries) ที่ถูกทลาย

ปัจจุบัน มนุษย์ได้ทำลายขีดจำกัดความปลอดภัยของโลกไปแล้วถึง 7 ใน 9 ด้าน โดยเฉพาะล่าสุดในปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ภาวะมหาสมุทรเป็นกรด (Ocean Acidification) ได้ก้าวเข้าสู่ "เขตอันตราย" (Danger Zone) อย่างเป็นทางการ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อาหารทางทะเลและอุตสาหกรรมการประมงทั่วโลก

ผลกระทบต่อประเทศไทย เมื่อ GDP กว่าครึ่งแขวนอยู่บนเส้นด้าย

สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือความเสี่ยงระดับ "มหภาค" เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพิงธรรมชาติอย่างมหาศาล

  1. ความเปราะบางของภาคเกษตรและอาหาร: กว่า 58 ล้านล้านดอลลาร์สหรัญของ GDP โลก (หรือราว 50% ของเศรษฐกิจทั้งหมด) มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบนิเวศ ในไทยเอง ภาคการส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของ GDP หากดินเสื่อมสภาพหรือน้ำขาดแคลน ต้นทุนการผลิตจะพุ่งสูงจนแข่งขันไม่ได้
  2. วิกฤติน้ำกิน-น้ำใช้: สอดคล้องกับรายงานระดับโลกที่ระบุว่าประชากรกว่า 4,000 ล้านคนต้องเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำอย่างน้อย 1 เดือนต่อปี สำหรับไทย ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กำลังทำให้ภาคอุตสาหกรรมในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และภาคเกษตรกรรมต้องแย่งชิงทรัพยากรน้ำกันเอง
  3. การท่องเที่ยวทางทะเล: เมื่อมหาสมุทรเป็นกรดและปะการังฟอกขาว แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินตราต่างประเทศของไทยย่อมเสื่อมถอยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาคการเงินไทยขยับตัว จาก "ทางเลือก" สู่ "ทางรอด"

ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย เริ่มนำประเด็นเรื่องธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ความยั่งยืน

  • Thailand Taxonomy: ไทยได้เริ่มประกาศใช้เกณฑ์การจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจที่ไม่ทำลายระบบนิเวศมากขึ้น
  • การประเมินความเสี่ยงเชิงลึก: ธนาคารพาณิชย์ในไทยเริ่มถูกกดดันให้ประเมิน "ความเสี่ยงทางกายภาพ" ของลูกหนี้ หากโรงงานหรือพื้นที่เกษตรของลูกค้าตั้งอยู่ในเขตที่เสี่ยงต่อภัยแล้งหรือน้ำท่วมซ้ำซาก สินทรัพย์เหล่านั้นอาจกลายเป็น "หนี้เสีย" ในอนาคต
  • โอกาสในตลาดใหม่: การลงทุนใน Nature-based Solutions (NbS) เช่น การปลูกป่าชายเลนเพื่อป้องกันน้ำท่วมและดักจับคาร์บอน หรือการทำเกษตรยั่งยืน กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ประเภทใหม่ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจมากขึ้น

กฎระเบียบโลก กำแพงภาษีและมาตรฐานรายงานฉบับใหม่

กระแสโลกกำลังบังคับให้ธุรกิจไทยต้องปรับตัวผ่านกฎหมายและข้อตกลงสากล

  • COP30 ที่บราซิล (พ.ศ. 2568): ได้ข้อยุติสำคัญคือ "Global Mutirão" ที่มุ่งเน้นการหยุดยั้งการทำลายป่าไม้ทั่วโลกภายในปี พ.ศ. 2573
  • TNFD (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures): ปัจจุบันองค์กรกว่า 620 แห่งทั่วโลกได้รับเอามาตรฐานนี้มาใช้ และในไทยเอง บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เริ่มถูกนักลงทุนถามถึงผลกระทบที่บริษัทมีต่อธรรมชาติ (Impact) และความเสี่ยงที่ธรรมชาติมีต่อบริษัท (Dependency)

ไม่ใช่แค่การรักษ์โลก แต่คือการรักษาความมั่งคั่ง

การรวมเรื่องธรรมชาติเข้ากับกลยุทธ์ทางการเงินไม่ใช่เพียงเพื่อภาพลักษณ์องค์กร (CSR) อีกต่อไป แต่มันคือการสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทยในยุคที่ทรัพยากรขาดแคลน

"การนิ่งเฉยในวันนี้ คือการก้าวถอยหลังสู่ความล้มละลายในวันหน้า" ภาคธุรกิจที่เริ่มปรับตัวก่อนโดยการใช้เทคโนโลยีติดตามข้อมูล (Geospatial Data) และการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานให้เป็นมิตรต่อธรรมชาติ จะเป็นผู้ที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนราคาถูกและรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว

ที่มา : World Economic Forum