ไทยต้องเผชิญ ทั้งวิกฤติโลกร้อนที่อาจทำเศรษฐกิจล่มสลาย และกำแพงการค้าคาร์บอนที่บีบให้เราต้องเลือก จะเปลี่ยน “ความยั่งยืน” เป็น “เม็ดเงิน” หรือจะปล่อยให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศ ชูร่าง พรบ. กลาโม่ใหม่ เปลี่ยนต้นทุนฟอสซิลให้แพงกว่าพลังงานสะอาด หวังดันไทยเป็นฮับคาร์บอนอาเซียน
ดร.พิรุณ ไสยโชตพานิช กล่าวว่า สถานการณ์ของประเทศไทยที่กำลังถูกบีบด้วย “แรงกดดันมหาศาล” จากภายนอก โดยระบุว่าแนวคิดเรื่องความยั่งยืนในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมแยกจากเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่คือการ “แปลงความยั่งยืนให้เป็นเศรษฐกิจ” เพื่อรักษาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากไทยไม่เร่งสร้าง New Growth Engine และเพิ่มภูมิคุ้มกัน (Resilience) ต่อภัยพิบัติ ต่อให้เศรษฐกิจจะโตแค่ไหน หากเจอวิกฤตธรรมชาติครั้งใหญ่ เช่น น้ำท่วมเชียงรายหรือหาดใหญ่ GDP ก็จะถดถอยกลับไปจุดต่ำสุดทันที
ความจริงที่น่าตกใจ ไทยรั้งท้ายอาเซียนและเสี่ยง “ล่มสลาย”
คาดการณ์ GDP ของไทยในปี 2025 จะเติบโตเพียง 2.4% ซึ่งรั้งอันดับ 6 ของอาเซียน ตามหลังฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน นอกจากนี้ไทยยังมีความเปราะบางสูงมาก โดยดัชนีความเสี่ยงภูมิอากาศ (Climate Risk Index) ปี 2024 จัดให้ไทยเสี่ยงเป็นอันดับ 17 ของโลก ดร.พิรุณย้ำว่า หากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ เหมือนปี 2554 ในสภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจอ่อนแอลง “เศรษฐกิจไทยอาจถึงขั้นล่มสลายได้”
เมื่อ “คาร์บอน” กลายเป็นกำแพงการค้า: บทเรียนจากอุตสาหกรรมเหล็ก ปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุค Fragmentation หรือการแตกสลายของขั้วเศรษฐกิจ ทำให้กติกาสากลแบบเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ผล มาตรการทางการค้าอย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของยุโรป เริ่มส่งผลกระทบต่อไทยแล้ว โดยมีรายงานว่าออเดอร์สินค้าเหล็กจากอิตาลีหายไป เนื่องจากผู้ผลิตไทยไม่สามารถพิสูจน์ตัวเลขการปล่อยคาร์บอนที่ชัดเจนตามมาตรฐาน EU ได้ ทำให้สุดท้ายผู้ประกอบการต้องยอมจ่ายค่าธรรมเนียมคาร์บอน (CBAM certificate) ส่งเงินให้ยุโรปแทนที่จะเก็บไว้ในประเทศ
“ร่าง พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เครื่องมือเปลี่ยนเกม หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ไทยรอดพ้นคือ ร่าง พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของกฤษฎีกา กฎหมายฉบับนี้จะนำกลไกสำคัญมาใช้ ได้แก่
1.Carbon Tax & ETS: การจัดเก็บภาษีคาร์บอนและการค้าสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซฯ เพื่อดึงเงินที่ต้องจ่ายให้ต่างชาติกลับมาอยู่ในกองทุนในประเทศ เพื่อใช้ในการปรับปรุงอุตสาหกรรม (Decarbonization)การพลิก Merit Order พลังงาน
หากมีการคิดราคาคาร์บอนที่ 1,000 บาทต่อตัน ต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจะพุ่งเป็น 2.50 บาทต่อหน่วย ซึ่งแพงกว่าพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์ที่บวกแบตเตอรี่ทันที กลไกนี้จะบังคับให้โครงสร้างพลังงานไทยเปลี่ยนไปสู่สีเขียวโดยอัตโนมัติDigital
2.Sustainability: มีการเตรียมทำ One Stop Service ด้านคาร์บอน และใช้เทคโนโลยี mapping 3 มิติ เพื่อจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติ (Virtual Simulation) เช่น ในพื้นที่หาดใหญ่ เพื่อการเตือนภัยที่แม่นยำ
อุปสรรคใหญ่คือ “ความไทยๆ” และระบบราชการที่ตามไม่ทัน
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ดร.พิรุณยอมรับว่าระบบราชการไทยเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยยกตัวอย่างคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ดูข้อกฎหมาย Climate Change ซึ่งประธานมีอายุถึง 99 ปี ทำให้การผลักดันกฎหมายสมัยใหม่ที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเป็นไปได้อย่างยากลำบาก อีกทั้งการแก้ปัญหาความยั่งยืนไม่สามารถทำได้ด้วยกระทรวงเดียว แต่ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งพลังงาน คลัง และอุตสาหกรรม
“ไทยต้องเป็นคนเก่งที่สุดในอาเซียน” เป้าหมายของไทยไม่ใช่แค่การลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อ Net Zero 2050 เท่านั้น แต่คือการก้าวขึ้นเป็น “Carbon Hub ของอาเซียน”
โดยไทยเริ่มทำโครงการนำร่องสอนมาตรฐานคาร์บอนคุณภาพสูงให้กับเพื่อนบ้าน 10 ประเทศ เพื่อสร้างตลาดคาร์บอนที่มีสภาพคล่องและมีความน่าเชื่อถือในระดับสากล
“เราไม่ต้องการผู้เชี่ยวชาญที่มองแค่แผน 5 ปี แต่ต้องการผู้นำที่มองไกลกว่านั้น”





