วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ปรับทัพรับ 'เศรษฐกิจสีเขียว' ขับเคลื่อนประเทศ หรือยอมบนเวทีการค้าโลกถาวร

ปรับทัพรับ 'เศรษฐกิจสีเขียว' ขับเคลื่อนประเทศ หรือยอมบนเวทีการค้าโลกถาวร

ไทยต้องเผชิญ ทั้งวิกฤติโลกร้อนที่อาจทำเศรษฐกิจล่มสลาย และกำแพงการค้าคาร์บอนที่บีบให้เราต้องเลือก จะเปลี่ยน “ความยั่งยืน” เป็น “เม็ดเงิน” หรือจะปล่อยให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศ ชูร่าง พรบ. กลาโม่ใหม่ เปลี่ยนต้นทุนฟอสซิลให้แพงกว่าพลังงานสะอาด หวังดันไทยเป็นฮับคาร์บอนอาเซียน 

ดร.พิรุณ ไสยโชตพานิช กล่าวว่า สถานการณ์ของประเทศไทยที่กำลังถูกบีบด้วย “แรงกดดันมหาศาล” จากภายนอก โดยระบุว่าแนวคิดเรื่องความยั่งยืนในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมแยกจากเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่คือการ “แปลงความยั่งยืนให้เป็นเศรษฐกิจ” เพื่อรักษาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากไทยไม่เร่งสร้าง New Growth Engine และเพิ่มภูมิคุ้มกัน (Resilience) ต่อภัยพิบัติ ต่อให้เศรษฐกิจจะโตแค่ไหน หากเจอวิกฤตธรรมชาติครั้งใหญ่ เช่น น้ำท่วมเชียงรายหรือหาดใหญ่ GDP ก็จะถดถอยกลับไปจุดต่ำสุดทันที

ความจริงที่น่าตกใจ ไทยรั้งท้ายอาเซียนและเสี่ยง “ล่มสลาย” 

คาดการณ์ GDP ของไทยในปี 2025 จะเติบโตเพียง 2.4% ซึ่งรั้งอันดับ 6 ของอาเซียน ตามหลังฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน นอกจากนี้ไทยยังมีความเปราะบางสูงมาก โดยดัชนีความเสี่ยงภูมิอากาศ (Climate Risk Index) ปี 2024 จัดให้ไทยเสี่ยงเป็นอันดับ 17 ของโลก ดร.พิรุณย้ำว่า หากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ เหมือนปี 2554 ในสภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจอ่อนแอลง “เศรษฐกิจไทยอาจถึงขั้นล่มสลายได้”

เมื่อ “คาร์บอน” กลายเป็นกำแพงการค้า: บทเรียนจากอุตสาหกรรมเหล็ก ปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุค Fragmentation หรือการแตกสลายของขั้วเศรษฐกิจ ทำให้กติกาสากลแบบเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ผล มาตรการทางการค้าอย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของยุโรป เริ่มส่งผลกระทบต่อไทยแล้ว โดยมีรายงานว่าออเดอร์สินค้าเหล็กจากอิตาลีหายไป เนื่องจากผู้ผลิตไทยไม่สามารถพิสูจน์ตัวเลขการปล่อยคาร์บอนที่ชัดเจนตามมาตรฐาน EU ได้ ทำให้สุดท้ายผู้ประกอบการต้องยอมจ่ายค่าธรรมเนียมคาร์บอน (CBAM certificate) ส่งเงินให้ยุโรปแทนที่จะเก็บไว้ในประเทศ

“ร่าง พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เครื่องมือเปลี่ยนเกม หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ไทยรอดพ้นคือ ร่าง พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของกฤษฎีกา กฎหมายฉบับนี้จะนำกลไกสำคัญมาใช้ ได้แก่

1.Carbon Tax & ETS: การจัดเก็บภาษีคาร์บอนและการค้าสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซฯ เพื่อดึงเงินที่ต้องจ่ายให้ต่างชาติกลับมาอยู่ในกองทุนในประเทศ เพื่อใช้ในการปรับปรุงอุตสาหกรรม (Decarbonization)การพลิก Merit Order พลังงาน

หากมีการคิดราคาคาร์บอนที่ 1,000 บาทต่อตัน ต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจะพุ่งเป็น 2.50 บาทต่อหน่วย ซึ่งแพงกว่าพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์ที่บวกแบตเตอรี่ทันที กลไกนี้จะบังคับให้โครงสร้างพลังงานไทยเปลี่ยนไปสู่สีเขียวโดยอัตโนมัติDigital

2.Sustainability: มีการเตรียมทำ One Stop Service ด้านคาร์บอน และใช้เทคโนโลยี mapping 3 มิติ เพื่อจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติ (Virtual Simulation) เช่น ในพื้นที่หาดใหญ่ เพื่อการเตือนภัยที่แม่นยำ

อุปสรรคใหญ่คือ “ความไทยๆ” และระบบราชการที่ตามไม่ทัน 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ดร.พิรุณยอมรับว่าระบบราชการไทยเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยยกตัวอย่างคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ดูข้อกฎหมาย Climate Change ซึ่งประธานมีอายุถึง 99 ปี ทำให้การผลักดันกฎหมายสมัยใหม่ที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเป็นไปได้อย่างยากลำบาก อีกทั้งการแก้ปัญหาความยั่งยืนไม่สามารถทำได้ด้วยกระทรวงเดียว แต่ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งพลังงาน คลัง และอุตสาหกรรม

“ไทยต้องเป็นคนเก่งที่สุดในอาเซียน” เป้าหมายของไทยไม่ใช่แค่การลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อ Net Zero 2050 เท่านั้น แต่คือการก้าวขึ้นเป็น “Carbon Hub ของอาเซียน” 

โดยไทยเริ่มทำโครงการนำร่องสอนมาตรฐานคาร์บอนคุณภาพสูงให้กับเพื่อนบ้าน 10 ประเทศ เพื่อสร้างตลาดคาร์บอนที่มีสภาพคล่องและมีความน่าเชื่อถือในระดับสากล

“เราไม่ต้องการผู้เชี่ยวชาญที่มองแค่แผน 5 ปี แต่ต้องการผู้นำที่มองไกลกว่านั้น”