วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

หญ้าทะเลสู่ทางรอด 'เศรษฐกิจสีน้ำเงิน' ญี่ปุ่น ปลุก 'Blue Carbon' ไทย

หญ้าทะเลสู่ทางรอด 'เศรษฐกิจสีน้ำเงิน' ญี่ปุ่น ปลุก 'Blue Carbon' ไทย

โลกกำลังเข้าสู่ยุค "ต้มสุก" (Global Boiling) มหาสมุทรไม่ได้เป็นเพียงเหยื่อของสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง แต่ช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก ญี่ปุ่นผงาดขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งด้วยการเปลี่ยน "หญ้าทะเล" ให้กลายเป็นสินทรัพย์ระดับชาติ ขณะที่ประเทศไทยกำลังเร่งเครื่องเดินหน้ายุทธศาสตร์เดียวกัน เพื่อรักษาขุมทรัพย์ทางชีวภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่

บทเรียนจากญี่ปุ่น "Satoumi" และนวัตกรรมกู้ระบบนิเวศ

ญี่ปุ่นเผชิญความท้าทายใหญ่จากการที่พื้นที่หญ้าทะเลลดลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากดาวเทียมช่วงปี พ.ศ. 2561-2563 ระบุว่าพื้นที่เหลือเพียง 1,643 ตารางกิโลเมตร ลดลงจากอดีตเกือบ 25% ปัจจัยทำลายล้างมาจากทั้งน้ำทะเลที่ร้อนขึ้น การขยายตัวของเมือง และปรากฏการณ์ "ป่าเลื่อนลอย" (Isoyake) หรือสภาวะหินปูนเกาะตามชายฝั่งจนหญ้าทะเลตาย

ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลักของญี่ปุ่น

  1. การรับรองระดับโลก (Global Recognition): ในปี พ.ศ. 2567 ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศแรกที่บรรจุตัวเลขการกักเก็บคาร์บอนจากหญ้าทะเล (3.5 แสนตัน) ลงในรายงานบัญชีก๊าซเรือนกระจกของ UN อย่างเป็นทางการ นี่คือการยกระดับ "ธรรมชาติ" ให้กลายเป็นตัวเลขทางสถิติที่โลกยอมรับ
  2. กลไกตลาด J-Blue Credit: ระบบคาร์บอนเครดิตสีน้ำเงินของญี่ปุ่นไม่ได้มีไว้แค่โชว์ แต่คือ "ท่อน้ำเลี้ยง" ให้ชุมชน ข้อมูลปี พ.ศ. 2568 ระบุว่ามีการรับรองเครดิตแล้วกว่า 10,000 ตัน โดยมีบริษัทใหญ่อย่าง Sumitomo Osaka Cementเข้ามาลงทุนสร้าง "แนวปะการังเร่งการโตของสาหร่าย" กว่า 4,000 ชุด สร้างรายได้และระบบนิเวศไปพร้อมกัน
  3. นวัตกรรม Digital Twin: การใช้ AI และโดรนใต้น้ำของ Fujitsu มาแก้ Pain Point เรื่องค่าใช้จ่ายในการสำรวจที่สูงมาก จากเดิมต้องใช้คนดำน้ำสำรวจ 2 วันต่อเฮกตาร์ ปัจจุบันใช้โดรนทำแทนได้เร็วกว่าเดิม 100 เท่า พร้อมความแม่นยำ 85% ซึ่งช่วยให้การขอใบรับรองคาร์บอนเครดิตทำได้รวดเร็วขึ้น

เจาะลึกสถานการณ์ในไทย ความหวังท่ามกลางวิกฤติหญ้าทะเล

ประเทศไทยมีศักยภาพ Blue Carbon สูงมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งอันดามันและอ่าวไทย แต่ปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่ากังวลไม่แพ้ญี่ปุ่น

1. ขุมทรัพย์ที่กำลังหายไป

จากรายงานของ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ปี พ.ศ. 2566-2567 พบว่าพื้นที่หญ้าทะเลในจังหวัดตรัง ซึ่งเป็น "เมืองหลวงหญ้าทะเล" ของไทยและบ้านของพะยูนฝูงสุดท้าย กำลังเผชิญภาวะเสื่อมโทรมอย่างหนักในระดับ "วิกฤต" สาเหตุหลักมาจากตะกอนดินที่ทับถมจากการก่อสร้างชายฝั่งและการเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยา ทำให้น้ำขุ่นและหญ้าทะเลสังเคราะห์แสงไม่ได้

2. ก้าวต่อไปของ Blue Carbon ไทย

รัฐบาลไทยผ่านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยวางหญ้าทะเลเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญ

  • โครงการ T-VER: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) กำลังผลักดันให้หญ้าทะเลเป็นพืชที่สามารถคำนวณเครดิตได้เหมือนป่าชายเลน โดยประเมินว่าหญ้าทะเลไทยสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 0.4 - 0.7 ตันคาร์บอน ต่อไร่ต่อปี
  • ความร่วมมือรัฐ-เอกชน: ปัจจุบันบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ในไทย (เช่น PTTMEP, GC) เริ่มเข้ามาสนับสนุนการวิจัยและฟื้นฟูหญ้าทะเลที่เกาะกระดาน จ.ตรัง และพื้นที่อื่นๆ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิตสากล

ไทยจะไปถึงจุดเดียวกับญี่ปุ่นได้อย่างไร?

หากมองย้อนกลับมาที่โมเดล "Satoumi" (คนอยู่กับทะเล) ของญี่ปุ่น ไทยมีจุดแข็งคือความเข้มแข็งของชุมชนชายฝั่ง แต่สิ่งที่ยังขาดคือ "นวัตกรรมและฐานข้อมูลที่แม่นยำ"

  • สิ่งที่ไทยต้องทำ: คือการนำเทคโนโลยีอย่างระบบ Remote Sensing (การสำรวจระยะไกล) และโดรนมาใช้สำรวจพื้นที่หญ้าทะเลที่เข้าถึงยาก เพื่อประเมินมูลค่าคาร์บอนที่แท้จริง
  • โอกาส: หากไทยสามารถฟื้นฟูหญ้าทะเลได้ตามเป้าหมาย ไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องโลกร้อน แต่จะช่วยฟื้นฟูการประมงชายฝั่ง (เศรษฐกิจชุมชน) และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Soft Power ของไทย) ให้กลับมามั่งคั่งอีกครั้ง

เส้นทางของญี่ปุ่นคือบทพิสูจน์ว่า "ธรรมชาติ" และ "เทคโนโลยี" สามารถเดินไปด้วยกันได้ หากประเทศไทยเร่งฟื้นฟูพื้นที่หญ้าทะเลและสร้างกลไกตลาดที่ยุติธรรม เราจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตโลกร้อนให้กลายเป็นโอกาสในการพัฒนาชายฝั่งที่ยั่งยืนที่สุดในอาเซียน

ที่มา : World Economic Forum