วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

หมดยุค 'กล่องอลังการ' กลายเป็นภาระขยะที่คนยุโรปต้องจ่ายเงินทิ้ง

หมดยุค 'กล่องอลังการ' กลายเป็นภาระขยะที่คนยุโรปต้องจ่ายเงินทิ้ง

จากความประทับใจสู่ภาระทางการเงิน กฎระเบียบ PPWR ของสหภาพยุโรปเตรียมกวาดล้างบรรจุภัณฑ์ที่เน้นความอลังการแต่ไร้ฟังก์ชัน เผยเบื้องลึกผู้บริโภคยุโรปยุคใหม่มอง "กล่องใหญ่" คือ "ต้นทุนขยะ" ที่ต้องควักเงินจ่ายค่าทิ้งเองกับมือ แบรนด์ไทยต้องเร่งปรับตัวใช้เทคโนโลยี QR Code เล่าเรื่องแทนการซ้อนเลเยอร์พลาสติก หากไม่อยากเผชิญโทษฐาน "สร้างขยะเกินจำเป็น"

วงการส่งออกไทยถึงคราวต้องสังคายนาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ครั้งใหญ่

ปฐมพงศ์ ดีปัญญา CEO, บริษัท แพ็คเวิร์คส์ จำกัด กล่าวว่า เมื่อแนวคิด "ยิ่งเยอะยิ่งหรู" กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในตลาดสหภาพยุโรป (EU) ภายใต้กฎระเบียบ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ที่มุ่งเน้นการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

1. กฎเหล็กควบคุม "พื้นที่ว่าง" (Void Space Reduction): แหล่งข้อมูลระบุว่า กฎหมายใหม่จะบังคับให้บรรจุภัณฑ์ต้องมี พื้นที่ว่าง (Void Space) เหลือเพียง 15-20% เท่านั้น ลืมภาพซองขนมขนาดใหญ่ที่มีลมอยู่ภายใน 90% หรือกล่องสินค้าอีคอมเมิร์ซที่ซ้อนกล่องนอกกล่องในหลายชั้นไปได้เลย

ทุกส่วนประกอบของบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ใช่ตัวสินค้า เช่น โฟม กันกระแทก หรือวัสดุตกแต่ง จะถูกนับเป็น "พื้นที่ว่าง" ทั้งสิ้น หากไม่มีหน้าที่ในเชิงเทคนิค เช่น การป้องกันการแตกหักหรือการยืดอายุสินค้า วัสดุเหล่านั้นจะต้องถูกพิจารณาตัดออกทันที

2. เมื่อความสวยงามกลายเป็น "ภาระ" ของผู้บริโภค: เหตุผลสำคัญที่ทำให้บรรจุภัณฑ์แบบ Over Packaging ไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป คือในหลายประเทศของ EU ผู้บริโภคต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทิ้งขยะตามปริมาณหรือขนาด

ดังนั้น กล่องแอร์หรือกล่องตู้เย็นขนาดใหญ่ที่เคยดูหรูหรา กลับกลายเป็นภาระที่ผู้ซื้อต้องหาทางนำไปทิ้งและเสียเงินค่าจัดการ ทัศนคติของผู้บริโภคจึงเปลี่ยนจากความตื่นเต้นในการแกะกล่อง (Unboxing Experience) มาเป็นความกังวลว่าจะจัดการขยะเหล่านี้อย่างไร

3. การเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Storytelling: ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้แบรนด์ไทยเปลี่ยนจากการสร้างประสบการณ์ผ่านวัสดุสิ้นเปลือง มาใช้เทคโนโลยีอย่าง QR Code หรือ AR/VR เพื่อเล่าเรื่องราวของแบรนด์ (Brand Story) แทน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดขยะ แต่ยังเป็นการปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวคิด "Less is More" ที่กฎหมายต้องการ

4. มาตรฐานความรับผิดชอบและเอกสารยืนยัน: ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมสำหรับการถูกตรวจสอบ โดยต้องมีเอกสาร Declaration of Conformity (DOC) ที่ระบุรายละเอียดวัสดุ น้ำหนัก และสัดส่วนพลาสติกไซเคิล (PCR) อย่างชัดเจน หากถูกเรียกตรวจ (Audit) จะต้องสามารถแสดงหลักฐานได้ภายใน 10 วัน นอกจากนี้ ภายในปี 2030 บรรจุภัณฑ์พลาสติก (เช่น ขวด PET) จะต้องมีส่วนผสมของพลาสติกที่ผ่านการใช้งานจากผู้บริโภคแล้ว (Post-consumer Recycle) อย่างน้อย 30% อีกด้วย

แบรนด์ไทยไม่ควรมองว่านี่คืออุปสรรค แต่คือการเปลี่ยนเกมการแข่งขัน (Change of Game) ใครที่สามารถออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดพอดีกับสินค้า (Customized on Product) และพิสูจน์ความรักษ์โลกได้ด้วยเอกสารที่ชัดเจน จะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในตลาดโลกยุคใหม่ที่ "ความยั่งยืน" มีค่ามากกว่า "ความหรูหรา"