วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

มากกว่าแฟชั่น 'การซ่อมและส่งต่อ' เป็นหัวใจอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในไทย

มากกว่าแฟชั่น 'การซ่อมและส่งต่อ' เป็นหัวใจอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในไทย

ผลสำรวจชี้ผู้บริโภคไทยกว่า 66% ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนก่อนตัดสินใจซื้อเสื้อผ้า ขณะที่ยอดการซ่อมแซมและรีเมคชุดเก่าพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของอุตสาหกรรมแฟชั่นที่กำลังขยับจากการ “ขายของใหม่” ไปสู่การ “ยืดอายุการใช้งาน” และการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

โยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าในยุคที่อุตสาหกรรมแฟชั่นถูกตั้งคำถามเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจผู้บริโภคในประเทศไทยจำนวน 2,000 คน ระบุว่า 66% ของผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับแนวทางด้านความยั่งยืนของแบรนด์เป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อเสื้อผ้า โดยผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงแค่ดีไซน์ แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพที่ทนทาน บริการซ่อมแซม (Repair) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานที่สุด

เทรนด์ ‘LifeWear’ 

ยอดซ่อมแซมพุ่งเท่าตัว ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดในปี 2025 คือการเติบโตของ RE.UNIQLO Studio ซึ่งเป็นบริการซ่อมแซมและรีเมคเสื้อผ้าเก่าให้กลับมามีชีวิตใหม่ ข้อมูลระบุว่ามีจำนวนการใช้บริการสูงถึง 2,400 รายการ เพิ่มขึ้นกว่า 110% เมื่อเทียบกับปี 2567 ตัวเลขนี้สะท้อนว่าแนวคิดการรักษาเสื้อผ้าให้ใช้งานได้นานที่สุดเริ่มกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคมไทย นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา มีการส่งต่อเสื้อผ้าที่ได้รับบริจาคผ่านถังรับบริจาคในร้านทุกสาขาทั่วประเทศไปแล้วกว่า 430,000 ตัว เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลน

มากกว่าแฟชั่น 'การซ่อมและส่งต่อ' เป็นหัวใจอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในไทย

การขยายผลสู่ระดับเมือง Clothing Corner และเยาวชนคลองเตย 

ความยั่งยืนในมิติด้านสังคมถูกยกระดับขึ้นผ่านความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครในโครงการ BKK Food Bank โดยมีการเปิดตัว "Clothing Corner" แห่งแรกที่สำนักงานเขตประเวศ เพื่อให้กลุ่มเปราะบางสามารถเลือกรับเสื้อผ้าคุณภาพดีได้ฟรี และมีแผนจะขยายโมเดลนี้ให้ ครอบคลุมทั้ง 50 เขตของกรุงเทพฯ ภายในช่วงกลางปี 2569 เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง

นอกจากนี้ ยังมีการมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ สลัมคลองเตย ผ่านโครงการร่วมกับ Save the Children โดยใช้เงินบริจาคจากโครงการเสื้อยืด Peace for All จำนวน 60 ล้านเยน (ประมาณ 14 ล้านบาท) เพื่อฝึกทักษะวิชาชีพและทักษะชีวิตให้กับเยาวชนกลุ่มเปราะบางอายุ 15-25 ปี จำนวน 300 คน ในช่วงปี 2568-2571 โดยมีพนักงานจากภาคเอกชนร่วมเป็นวิทยากรเพื่อสร้างโอกาสในอาชีพที่มั่นคง

 

นวัตกรรมเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ในแง่ของนวัตกรรม เสื้อผ้าที่ไม่สามารถบริจาคได้ถูกนำมาเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อแปรรูปเป็น "Happy Gloves" หรือถุงมือป้องกันสำหรับเด็กที่มีภาวะสมองพิการ (Cerebral Palsy) โดยส่งมอบไปแล้วกว่า 1,000 คู่ ขณะเดียวกันในภาคเหนือ ได้มีการดำเนินโครงการ PM 2.5 Warrior ร่วมกับโรงเรียน 17 แห่งในจังหวัดเชียงรายและน่าน เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืนให้กับเยาวชน

เป้าหมาย Net Zero และความโปร่งใสในซัพพลายเชน ในเชิงโครงสร้างธุรกิจ ความสำเร็จที่จับต้องได้คือการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในขอบเขตที่ 1 และ 2 ได้ถึง 83.3% เมื่อเทียบกับปี 2562 และในปัจจุบันร้านค้าทุกสาขาในประเทศไทยได้เปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน 100% แล้ว สำหรับแผนดำเนินงานในปี 2569 จะมีการขยายระบบจัดการขยะ (Waste Management) และการรีไซเคิลพลาสติกและกระดาษร่วมกับพันธมิตรอย่าง SCGP ให้ครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อให้การจัดการวัสดุเหลือใช้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

การขับเคลื่อนทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอในไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การขายผลิตภัณฑ์ แต่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการซ่อมแซมสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ผ่านความร่วมมือของทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และภาครัฐ

มากกว่าแฟชั่น 'การซ่อมและส่งต่อ' เป็นหัวใจอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในไทย