วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม 2569

Login
Login

พลิกโฉมการเงินเขียวโลก พร้อมส่องทางรอด 'ป่าไม้ไทย' ในยุคกฎหมาย EU คุมเข้ม

พลิกโฉมการเงินเขียวโลก พร้อมส่องทางรอด 'ป่าไม้ไทย' ในยุคกฎหมาย EU คุมเข้ม

จากเวที COP30 สู่ Davos 2569 เมื่อ "ผืนป่า" ไม่ใช่แค่ทรัพยากรที่รอการตัด แต่คือ "สินทรัพย์" ทางเศรษฐกิจที่ล้ำค่าที่สุดของมนุษยชาติ พร้อมโมเดลระดมทุนแสนล้านเพื่อหยุดยั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

วิกฤติการณ์ที่คำสัญญาไม่เพียงพออีกต่อไป

เป็นเวลานานนับศตวรรษที่มนุษย์มองว่าป่าไม้คือ "อุปสรรค" ของการขยายตัวทางเมือง หรือเป็นเพียง "ทรัพยากร" ที่ต้องตักตวงให้ได้มากที่สุด แต่ความจริงที่ปรากฏในปัจจุบันคือ ป่าไม้คือเครื่องจักรชีวภาพที่สำคัญที่สุดในการดูดซับก๊าซคาร์บอน คืนออกซิเจน และรักษาสมดุลของวงจรน้ำทั่วโลก

แม้จะมีคำมั่นสัญญาจากนานาชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 (New York Declaration on Forests) และการย้ำเป้าหมายหยุดการตัดไม้ทำลายป่าภายในปี พ.ศ. 2573 จากเวที COP26 (พ.ศ. 2564) ทว่าสถิติความสูญเสียยังคงน่ากังวล จนกระทั่งการประชุม COP30 ณ เมืองเบเลม ประเทศบราซิล ในปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา โลกได้ขยับเข้าสู่ยุคของการ "ลงมือทำด้วยเม็ดเงิน" อย่างแท้จริง 

นวัตกรรมการเงิน กุญแจดอกสุดท้ายสู่ความยั่งยืน

ปัญหาหลักที่ทำให้การอนุรักษ์ป่าล้มเหลวในอดีตคือ "ขาดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ" ในเวที COP30 จึงเกิดกลไกสำคัญคือ

  • Tropical Forests Forever Facility (TFFF): กองทุนระดับโลกที่ได้รับแรงหนุนจากนอร์เวย์ (3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และเยอรมนี (1,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีเป้าหมายระดมทุนให้ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2569 เพื่อสนับสนุนประเทศในเขตร้อนให้รักษาป่าไม้แลกกับผลตอบแทนทางการเงินที่คุ้มค่ากว่าการตัดไม้
  • โมเดล CCAT (Catalytic Capital for the Agriculture Transition): กองทุนที่ระดมทุนเริ่มต้น 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อดึงดูดเงินทุนเชิงพาณิชย์อีก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มุ่งเน้นการเปลี่ยน "ที่ดินเสื่อมโทรม" ให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นทางออกสำคัญในการหยุดขยายพื้นที่การเกษตรเข้าไปในป่า

สถานการณ์ในประเทศไทย โอกาสกลางพายุกฎระเบียบโลก

ข้อมูลจาก กรมป่าไม้ (Royal Forest Department) และรายงานสถานการณ์ป่าไม้ไทยปีประเทศไทย ระบุว่าในฐานะประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ กำลังเผชิญกับทั้งโอกาสและความท้าทาย

  • การปรับตัวรับ EUDR (กฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของยุโรป): กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเข้มข้นในปี พ.ศ. 2569-2570 สินค้าของไทยอย่าง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ และไม้ จะต้องพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่บุกรุกป่าหลังวันที่ 31 ธ.ค. 2563 หากทำไม่ได้ จะสูญเสียตลาดสำคัญอย่างสหภาพยุโรปทันที
  • เป้าหมาย "ป่าไม้ 55%": ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) ไทยตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ (แบ่งเป็นป่าธรรมชาติ 35% ป่าเศรษฐกิจ 15% และพื้นที่สีเขียวในเมือง 5%) ซึ่งปัจจุบันเรายังมีพื้นที่ป่าไม้จริงอยู่เพียงประมาณ 31.5% เท่านั้น
  • โมเดลป่าชุมชนและสิทธิชาติพันธุ์: ข้อมูลจาก กรมป่าไม้ และ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ชี้ให้เห็นว่าการให้สิทธิชุมชนในการดูแลป่า (ป่าชุมชน) กว่า 1.2 ล้านไร่ทั่วประเทศ เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะคนในพื้นที่คือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการรักษาป่า

Forest Future Alliance (FFA) พลังความร่วมมือระดับโลก

ในการประชุม World Economic Forum (Davos) พ.ศ. 2569 ได้มีการเปิดตัวพันธมิตร Forest Future Alliance (FFA) เพื่อขับเคลื่อน 4 เสาหลักสู่ความสำเร็จ

  • ภาครัฐ (Public Policy): ต้องเร่งรับรองสิทธิในที่ดินและบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม รวมถึงปรับโครงสร้างภาษีเพื่อจูงใจให้ภาคเกษตรใช้ที่ดินเสื่อมโทรมแทนการบุกรุกใหม่
  • ภาคเอกชน (Private Sector): ธุรกิจยักษ์ใหญ่ต้องตั้งเป้าหมาย "Net Zero" ที่รวมถึงการยุติการทำลายระบบนิเวศในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
  • สถาบันการเงิน (Financial Institutions): ปรับลดดอกเบี้ยหรือให้สิทธิพิเศษแก่ลูกค้ารายย่อยและรายใหญ่ที่ปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนสากล
  • ประชาสังคม (Civil Society): ยกระดับเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นให้มีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ของตนเอง

อนาคตที่ป่าและเศรษฐกิจต้องเดินไปด้วยกัน

การเปิดตัว Forest Future Alliance และกองทุน TFFF ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือการวางรากฐานทางเศรษฐกิจแบบใหม่ "ต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลยนั้นสูงเกินกว่าที่เราจะจ่ายไหว" หากไทยสามารถคว้าโอกาสจากการระดมทุนเขียวและปรับตัวตามกฎระเบียบโลกได้ทันท่วงที ผืนป่าจะไม่ใช่ภาระ แต่จะเป็นต้นทุนที่สร้างความมั่งคั่งให้แก่คนไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา : World Economic Forum