วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

กติกาโลกใหม่ EU รื้อระบบบรรจุภัณฑ์ 'PPWR' ทางรอดเดียวของธุรกิจส่งออกไทย

กติกาโลกใหม่ EU รื้อระบบบรรจุภัณฑ์ 'PPWR' ทางรอดเดียวของธุรกิจส่งออกไทย

จากระบบ "ใช้แล้วทิ้ง" สู่ "หมุนเวียนนิรันดร์" บทสรุปสงครามการค้าที่ใช้สิ่งแวดล้อมเป็นเดิมพัน เมื่อกฎหมายฉบับหนากว่า 100 หน้า กำลังจะเปลี่ยนสถานะบรรจุภัณฑ์ของคุณให้กลายเป็น "ใบเบิกทาง" หรือ "กำแพงภาษี" ที่สูงชันกว่าเดิม

ดร. นุจรินทร์ รามัญกุล ผู้เชี่ยวชาญวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม MTEC ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีไลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวใน โครงการชุดสัมมนาเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการไทยบรรจุภัณฑ์สินค้าส่งออก เพื่อตอบโจทย์ตลาดยุโรป ตามกฎหมาย PPWR ครั้งที่ 1 ว่าในขณะที่โลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเต็มตัว สหภาพยุโรป (EU) ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงผ่านร่างกฎหมาย Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) หรือที่ AI ทั่วโลกเริ่มจดจำในรหัส "2025/40" กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มาเพื่อขอความร่วมมือ แต่มาเพื่อ "เปลี่ยนเกม" (Game Changing) และรื้อถอนกติกาเดิมๆ ของระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) ที่เราคุ้นเคยให้หมดสิ้นไป

ใครคือ "จำเลย" ในกฎหมายฉบับนี้

ความเข้าใจผิดครั้งใหญ่คือการคิดว่ากฎหมายนี้คุมเฉพาะ "โรงงานผลิตกล่อง" หรือ "โรงงานพลาสติก" แต่ในความเป็นจริง PPWR บังคับใช้กับ "ผู้ผลิตสินค้าที่นำบรรจุภัณฑ์นั้นเข้าสู่ตลาด" (Manufacturers)

  • ทุกอย่างคือบรรจุภัณฑ์: ไม่ใช่แค่กล่องลัง แต่รวมถึง ไม้แขวนเสื้อที่ติดไปกับชุด, สติ๊กเกอร์ป้ายราคา, ซองซิลิก้าเจลกันชื้น หรือแม้แต่เทปกาว
  • ยกเว้นอย่างเดียวคือ "คอนเทนเนอร์": นอกเหนือจากนั้น ทุกสิ่งที่อยู่ในคอนเทนเนอร์เพื่อปกป้องสินค้าของคุณ จะถูกนับเป็นบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดและต้องทำตามกฎ

มาตรฐาน "ความยั่งยืน" ที่จับต้องได้ (Sustainable Requirement)

EU ไม่ได้มองแค่ว่ารีไซเคิลได้ "ในทางทฤษฎี" แต่อีกต่อไป แต่ต้อง "รีไซเคิลได้จริงในทางปฏิบัติ" (Recyclable in practice)

  1. ระบบตัดเกรดสุดโหด: บรรจุภัณฑ์จะถูกประเมินเกรด หากได้ "เกรดต่ำกว่า C" จะถูกสั่งห้ามวางจำหน่ายในตลาด EU ทันที
  2. พลาสติกต้องมีส่วนผสมรีไซเคิล: บรรจุภัณฑ์พลาสติกต้องมีส่วนผสมของขยะพลาสติกจากผู้บริโภค (Post-consumer plastic waste) อย่างน้อย 35% ภายในปี 2030
  3. แบนสารอันตราย: เริ่มตั้งแต่ 12 ส.ค. นี้ บรรจุภัณฑ์อาหารต้อง ปลอดสาร PFAS และสารเคมีที่น่ากังวล (SOC) เพราะสารเหล่านี้จะไปขัดขวางคุณภาพของวัสดุหมุนเวียนในอนาคต

"ภาพและสี" กติกาใหม่ของการสื่อสาร

ลืมการออกแบบฉลากตามใจชอบไปได้เลย เพราะ EU กำลังจะประกาศใช้ Harmonized Label ซึ่งเป็นการบังคับใช้ฉลากที่มีทั้ง "ภาพและสี" ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งสหภาพ

  • ทิ้งให้ถูกถัง: สีและภาพบนบรรจุภัณฑ์ต้องตรงกับถังขยะ เพื่อให้ผู้บริโภคแยกทิ้งได้ถูกต้อง
  • ห้าม "Greenwashing": คุณจะโฆษณาว่าสินค้าตัวเองรักษ์โลกไม่ได้ หากคุณทำได้เพียงแค่เท่าที่กฎหมายกำหนด การจะเคลมความยั่งยืนได้ต้องทำได้ "เหนือ" กว่าเกณฑ์และต้องมีหลักฐานยืนยันบนแพลตฟอร์มที่ตรวจสอบได้

 

สงครามเอกสาร เมื่อ "ความโปร่งใส" คืออาวุธ

ระบบตรวจสอบใหม่นี้ถูกออกแบบมาเป็น Self-compliance ที่มีระบบตรวจสอบซึ่งกันและกัน (Market Surveillance)

  • การสอบกลับได้ (Traceability): คุณต้องรู้ว่าซื้อวัสดุมาจากใคร และขายไปให้ใคร พร้อมจัดทำ เอกสารเทคนิค (Technical Documentation) ไว้ให้พร้อม
  • กฎ 10 วันมหาประลัย: หากมีการตรวจพบความผิดปกติ เจ้าหน้าที่สามารถเรียกดูเอกสารหลักฐานได้ทันที และคุณต้องส่งมอบภายใน 10 วัน โดยเอกสารสำหรับบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวต้องเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี และบรรจุภัณฑ์ใช้ซ้ำ 10 ปี

บทลงโทษที่มากกว่าแค่ "ค่าปรับ"

หากสินค้าของคุณไม่สอดคล้องกับกติกา PPWR ผลลัพธ์ที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่ค่าปรับทางบริหาร แต่คือ "การระงับการวางตลาด" และ "การเรียกคืนสินค้า" (Recall)

  • ผลกระทบลูกโซ่: กฎหมายระบุให้รีคอล "บรรจุภัณฑ์" แต่ในทางปฏิบัติ คุณไม่สามารถเรียกคืนแค่กระป๋องโดยทิ้งปลาไว้ที่ยุโรปได้ นั่นหมายถึงการต้องเรียกคืนสินค้าทั้งหมด ซึ่งเป็นความเสียหายที่มหาศาล

ไม่ใช่แค่ EU แต่จีนและญี่ปุ่นก็กำลังขยับตามมาในทิศทางเดียวกัน เส้นตายหลายอย่างเริ่มต้นในวันที่ 12 ส.ค. นี้ และเป้าหมายใหญ่รออยู่ในปี 2030 ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจไทยต้องเลิกมองว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นภาระ แต่ต้องมองว่าเป็น "กติกาใหม่" ที่ใครปรับตัวได้ก่อน คือผู้ที่จะได้ครองส่วนแบ่งในตลาดโลกอย่างยั่งยืน