วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘อียู’ ห้ามแบรนด์แฟชั่นทำลาย ‘สินค้าค้างสต๊อก’ หวังลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม-ผลิตมากเกิน

‘อียู’ ห้ามแบรนด์แฟชั่นทำลาย ‘สินค้าค้างสต๊อก’ หวังลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม-ผลิตมากเกิน

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศใช้มาตรการใหม่ สั่งห้ามบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางทำลายเสื้อผ้าและรองเท้าที่ยังขายไม่ได้ เพื่อรับมือกับปัญหาการผลิตที่ล้นเกินและส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยมาตรการนี้มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

กฎระเบียบนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนดการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Ecodesign for Sustainable Products Regulation - ESPR) ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2024 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มความทนทานของสินค้า การนำกลับมาใช้ใหม่ และการซ่อมแซมสินค้าในตลาดสหภาพยุโรป

สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ คำสั่งห้ามเผาหรือทำลายเครื่องแต่งกาย รองเท้า และเครื่องแต่งกายเสริมที่ยังขายไม่ได้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป ขณะที่บริษัทขนาดกลางจะต้องปฏิบัติตามกฎนี้ในปี 2030 เพื่อให้มีเวลาในการปรับเปลี่ยนซัพพลายเชนและกลยุทธ์การจัดการสินค้าคงคลัง

ข้อมูลจากสหภาพยุโรประบุว่า ในแต่ละปีมีสิ่งทอที่ยังไม่เคยผ่านการใช้งานประมาณ 4-9% ถูกทำลายทิ้งในยุโรป ซึ่งนำไปสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 5.6 ล้านตันต่อปี หรือเกือบเท่ากับการปล่อยก๊าซสุทธิของประเทศสวีเดนทั้งประเทศในปี 2021

ในแต่ละปี ทั่วโลกมีขยะสิ่งทอถูกทิ้งในหลุมฝังกลบปริมาณสูงถึง 92 ล้านตัน ซึ่งเปรียบได้กับการมีรถขยะที่บรรจุเสื้อผ้าเต็มคันถูกนำไปเททิ้งในทุก ๆ วินาที และหากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป คาดว่าขยะจากฟาสต์แฟชั่นจะพุ่งสูงถึง 134 ล้านตันต่อปีภายในสิ้นทศวรรษนี้ โดยเฉพาะในยุโรปที่ข้อมูลระบุว่า ฝรั่งเศสทำลายสินค้ามูลค่ากว่า 630 ล้านยูโรต่อปี (ประมาณ 23,310 ล้านบาท)

ขณะที่ในเยอรมนี ปัญหาเกิดจากการช้อปปิ้งออนไลน์ที่ทำให้มีสินค้าที่ถูกส่งคืนและกลายเป็นขยะถึง 20 ล้านชิ้นต่อปี มาตรการใหม่นี้จึงมุ่งเน้นไปที่การลดพฤติกรรมที่สร้างความสูญเสียเหล่านี้ในกลุ่มประเทศสมาชิก

นอกจากนี้ อียูยังกำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ต้องรายงานปริมาณสินค้าที่ขายไม่ออกที่ถูกทิ้งเป็นขยะโดยใช้แม่แบบที่สอดคล้องกันทั่วทั้งสหภาพยุโรป โดยบริษัทขนาดใหญ่ต้องเริ่มรายงานข้อมูลนี้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2027 เพื่อสร้างความโปร่งใสและผลักดันให้บริษัทปรับปรุงโมเดลการพยากรณ์ความต้องการสินค้าให้แม่นยำยิ่งขึ้น

ข้อกำหนดนี้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญด้านธรรมาภิบาลของยุโรปในวงกว้าง ซึ่งเน้นความโปร่งใสของข้อมูลและตัวชี้วัด ESG ที่เปรียบเทียบได้ หน่วยงานกำกับดูแลคาดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะกระตุ้นให้บริษัทต่าง ๆ นำแบบจำลองการพยากรณ์ที่ดีขึ้นมาใช้ ปรับปรุงโลจิสติกส์การส่งคืน และขยายโครงการขายต่อหรือการผลิตซ้ำ

อย่างไรก็ตาม กฎระเบียบนี้ยังคงมีข้อยกเว้นบางประการที่อนุญาตให้มีการทำลายสินค้าได้ในกรณีที่มีเหตุผลอันสมควร เช่น ปัญหาด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ หรือกรณีที่สินค้าได้รับความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ โดยจะมีหน่วยงานระดับชาติคอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย

คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอแนะว่า แทนที่จะกำจัดสินค้าทิ้ง บริษัทควรหันมาบริหารจัดการสต๊อกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การปรับปรุงระบบการส่งคืนสินค้า หรือพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ อย่างการนำไปขายต่อ การนำไปผลิตใหม่ การบริจาค หรือการนำกลับมาใช้ซ้ำ

เจสสิกา รอสวอลล์ กรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อม การฟื้นคืนแหล่งน้ำ และเศรษฐกิจหมุนเวียน กล่าวว่า “ตัวเลขขยะแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องลงมือทำ มาตรการนี้จะช่วยให้อุตสาหกรรมสิ่งทอก้าวไปสู่แนวทางที่ยั่งยืนและหมุนเวียนมากขึ้น”

เธอยังเน้นย้ำว่า ด้วยมาตรการใหม่เหล่านี้ อุตสาหกรรมสิ่งทอจะก้าวสู่แนวปฏิบัติที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเราและลดการพึ่งพาทรัพยากรจากภายนอก

ขณะที่ มูชาเนตา เทน นาเปล ซีอีโอของ Shape Innovate และอาจารย์จากวิทยาลัยแฟชั่นลอนดอน มองว่า กฎใหม่ยังคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาการผลิตมากเกินไป ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาขยะสิ่งทอได้ 

“เมื่อสหภาพยุโรปกล่าวว่าสิ่งทอ 4-9% ถูกทำลายก่อนที่จะถูกนำไปสวมใส่ ฉันไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาขยะ แต่มันคือการผลิตมากเกินไปที่เอาความยั่งยืนมาบังหน้า” เทน นาเปลกล่าว

มาตรการนี้ ถูกนำมาใช้ร่วมกับแผนขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility - EPR) ที่กำหนดให้แบรนด์ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการจัดการขยะที่เกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ของตน

 

ที่มา: Business of FashionEarthEuropa