วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

“เมืองไทยประกันชีวิต” ยุคใหม่ ในวันที่ ESG คือ ‘ดีเอ็นเอ’ องค์กร

“เมืองไทยประกันชีวิต” ยุคใหม่ ในวันที่ ESG คือ ‘ดีเอ็นเอ’ องค์กร

ในวันที่โลกเผชิญความผันผวนรอบด้าน “เมืองไทยประกันชีวิต” ประกาศชัดว่า ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือดีเอ็นเอขององค์กรที่ต้องฝังอยู่ในทุกการตัดสินใจทางธุรกิจ จากระดับบอร์ดถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความเติบโต ความเชื่อมั่น และความยั่งยืนในระยะยาว

“เมืองไทยประกันชีวิต” ยุคใหม่ ในวันที่ ESG คือ ‘ดีเอ็นเอ’ องค์กร ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า “ความยั่งยืน” หรือ Sustainability และกรอบแนวคิด ESG (Environmental, Social, Governance) ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำทางวิชาการหรือวาทกรรมด้านภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป

หากแต่กลายเป็นกรอบคิดหลักที่ภาคธุรกิจไทยจำนวนมากต้องนำมาผนวกเข้ากับยุทธศาสตร์องค์กรอย่างจริงจัง

ภายใต้บริบทนี้ “เมืองไทยประกันชีวิต”เป็นหนึ่งในองค์กรที่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า “ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องที่เลือกทำได้หรือไม่ทำก็ได้อีกต่อไป” แต่เป็น “ดีเอ็นเอ” ที่ต้องฝังอยู่ในทุกกระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจ


“เมืองไทยประกันชีวิต” ยุคใหม่ ในวันที่ ESG คือ ‘ดีเอ็นเอ’ องค์กร สาระ ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) MTL ฉายภาพให้เห็นถึงการตระหนักถึงความสำคัญในเรื่อง “ESG”สำหรับเมืองไทยประกันชีวิต เขามองว่าเรื่อง ESG อยู่ “ในเรดาร์”

มาตลอดและเป็นเรื่องที่องค์กรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของมาตรฐานภายในประเทศ (Domestic Standard) และมาตรฐานระดับสากล (International Standard) บริษัทมุ่งวางตัวเองให้สามารถยืนอยู่ในระดับที่เทียบเคียงได้กับมาตรฐานนานาชาติ ไม่ใช่เพียงในเชิงภาพลักษณ์ แต่ในเชิงกระบวนการทำงานจริง 

ความมั่นคงและความแข็งแกร่งขององค์กร ไม่อาจแยกออกจากความรับผิดชอบต่อโลกได้ โลกคือพื้นที่ที่ทุกคนอยู่ร่วมกัน ดังนั้นการไม่ดูแลโลกจึงไม่ใช่ทางเลือก" 

  • ปักธงขับเคลื่อนเรื่อง ESG

หากย้อนดูบทบาทของ “เมืองไทยประกันชีวิต”ในการขับเคลื่อนเรื่อง ESG ที่ผ่านมาจะพบว่า เมืองไทยฯดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง และปี2565 บริษัทได้ประกาศกรอบและนโยบายการดำเนินงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้เป็นแนวปฏิบัติ

พร้อมกำหนดโครงสร้างการบริหารงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างชัดเจน เพื่อเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนเป้าหมาย ถ่ายทอดแนวคิดสู่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทั้งองค์กร

แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในองค์กร แต่ถูกเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) และสอดคล้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยและระดับสากล รวมถึงความตกลงปารีส (Paris Agreement) ตลอดจนพัฒนาการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

และในปี 2568 บริษัทได้ทบทวนกรอบและนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน กลยุทธ์ เป้าหมาย และตัวชี้วัด เสนอต่อคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน และคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาอนุมัติ กระบวนการทบทวนนี้ดำเนินการเป็นประจำทุกปี

โดยมีการปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับบริบทธุรกิจปัจจุบัน และมาตรฐานทั้งในประเทศและระดับสากล รวมถึงการจัดทำนโยบายใหม่ เช่น “จรรยาบรรณคู่ค้า” เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการคู่ค้าอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า

  • ESG คือแกนกลางธุรกิจ

ดังนั้นสำหรับมุมมองของ “สาระ”มองว่า “ความยั่งยืน” จะต้องฝังอยู่ในกระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจทุกวัน เพราะธุรกิจประกันชีวิตล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความเชื่อมั่น” (Trust) การดำเนินการสิ่งต่างๆ ต้องคำนึงถึงในทุกมิติ

โดยความหมายของ ESG สำหรับ MTL คือ การใส่แนวคิดนี้ลงไปในกระบวนการทำธุรกิจ ไม่ได้แยกออกเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก แนวคิดนี้จึงถูกถ่ายทอดออกมาเป็นกลยุทธ์หลัก “Embedding Sustainability into Our Own Operation” หรือการฝังความยั่งยืนเข้าไปในกระบวนการดำเนินงานขององค์กรเอง ในแต่ละด้านล้วนมีองค์ประกอบของ E S และ G อยู่ในตัวเอง

ทั้งบทบาทของการคุ้มครอง (Protection) การออกกรมธรรม์ประกันต่างๆที่ล้วนต้องเกี่ยวกับการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คน ดังนั้นในตัวผลิตภัณฑ์เองจะมีมิติของสังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) อยู่แล้ว 

รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ เช่น ยูนิตลิงค์ (Unit-linked) ต่างๆ ที่เกี่ยวกับกรีนฟันด์ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับการลงทุนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ที่ออกมาจำหน่ายและมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ เช่นเดียวกับอัตราการคงอยู่ของกรมธรรม์ก็อยู่ในระดับที่ดี สะท้อนว่าความยั่งยืนไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงอุดมการณ์ แต่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมผู้บริโภคและผลลัพธ์ทางธุรกิจ

  • MTL“เติมเต็ม”ช่องว่างช่วยสังคม

ยิ่งในด้านมิติของสังคม วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ควบคู่กับปัญหาการออมไม่เพียงพอ ที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ

ดังนั้นความคุ้มครองด้านสุขภาพ หรือธุรกิจประกันชีวิตจึงเป็นหนึ่งใน “ชิ้นส่วน” ที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างของสังคมในเรื่องนี้ ที่ล้วนเชื่อมโยงกับ ESG โดยตรง ที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความสามารถในการจ่ายของลูกค้าและความยั่งยืนของบริษัท

ในอดีตเคยมีมุมมองว่าการเข้าถึงประกันภัยเป็นเรื่องของคนที่มีเงินส่วนเกิน หรือเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับคนกลุ่มระดับรายได้สูงเท่านั้น ดังนั้นหากเราสามารถทำให้เบี้ยประกันมีความเหมาะสมมากขึ้น ลดต้นทุนการดำเนินงานลง ด้วยการนำ AI และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ก็จะทำให้คนจำนวนมากขึ้นสามารถเข้าถึงประกันภัยได้ นี่คือการทำให้ประกันภัยเข้าถึงได้มากขึ้น

หรือในด้าน“ธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจ” ที่บริษัทตระหนักดีกว่า G คือหัวใจของธุรกิจประกันชีวิต จึงยึดมั่นในหลักคุณธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ พร้อมเข้าร่วมแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชัน (CAC) ฯลฯ

“เมืองไทยประกันชีวิต” ยุคใหม่ ในวันที่ ESG คือ ‘ดีเอ็นเอ’ องค์กร “สาระ”ยังมองอีกว่า การทำ ESG ไม่อาจสำเร็จได้หากไม่มีการมีส่วนร่วมโดยเฉพาะในเรื่อง Health Literacy หรือความรอบรู้ด้านสุขภาพ หากประชาชนมีความเข้าใจว่าความคุ้มครองมีความจำเป็นเพียงใด และรู้จักวางแผนอย่างเหมาะสม ในระยะยาวระบบจะมีเสถียรภาพมากขึ้น และนำไปสู่เบี้ยประกันมีความเหมาะสมและการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • ESG=ตัวตน“เมืองไทยประกันชีวิต”

การขับเคลื่อน ESG ในมุม “สาระ” จึงไม่ใช่การตั้งงบประมาณแยกไปทำโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เป็น“ส่วนหนึ่งของตัวตน” ขององค์กร เป็นแนวคิดที่ฝังอยู่ในวิธีคิด วิธีออกแบบผลิตภัณฑ์ และวิธีดำเนินธุรกิจ

เพราะเชื่อว่า ท้ายที่สุดธุรกิจประกันชีวิตจะเป็นธุรกิจแห่งความเชื่อมั่น บริษัทต้องดูแลผู้คน ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ความยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงกรอบแนวคิดเชิงนโยบาย แต่เป็นรากฐานของความไว้วางใจ และเป็นเงื่อนไขสำคัญของการดำรงอยู่ในระยะยาวของธุรกิจประกันชีวิตเอง
ในมุมของการดำเนินธุรกิจ

“เมืองไทยประกันชีวิต” ยุคใหม่ ในวันที่ ESG คือ ‘ดีเอ็นเอ’ องค์กร โดยเฉพาะภายใต้มาตรฐานบัญชีใหม่อย่าง IFRS 17 ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับยั่งยืน เพราะการขายผลิตภัณฑ์ประกันต่างๆ หลังจากนี้จะถูกสะท้อนผ่านมูลค่ากำไรตลอดอายุสัญญา (CSM)หากผลิตภัณฑ์ไม่มีความยั่งยืนหรือมีความเสี่ยงสูง ย่อมส่งผลต่อผลประกอบการทันที ดังนั้น ESG จึงไม่ใช่ต้นทุนที่ต้องแบกรับ แต่เป็นกลไกสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและความทนทานต่อความผันผวนในอนาคต

เหล่านี้สะท้อนว่า “ความยั่งยืน” อาจไม่ใช่เพียงคำสวยหรูอีกต่อไป แต่หากเป็นเงื่อนไขของการอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และสำหรับธุรกิจประกันชีวิต ซึ่งขายคำมั่นสัญญายาวนานหลายสิบปี

ความยั่งยืน”จึงเสมือนเข็มทิศของธุรกิจไทยยุคใหม่ และสำหรับเมืองไทยประกันชีวิต เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการดูแลโลกใบนี้ไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน