วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

พบ ‘แมลง’ ใน ‘แอนตาร์กติกา’ กิน ‘ไมโครพลาสติก’ ตอกย้ำไม่มีที่ไหนในโลกปลอดภัยจาก ‘พลาสติก’

พบ ‘แมลง’ ใน ‘แอนตาร์กติกา’ กิน ‘ไมโครพลาสติก’ ตอกย้ำไม่มีที่ไหนในโลกปลอดภัยจาก ‘พลาสติก’

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า “แมลงบั่วแอนตาร์กติก” แมลงเพียงชนิดเดียวที่เป็นสัตว์พื้นเมืองของทวีปแอนตาร์กติกาได้เริ่มกินไมโครพลาสติกเข้าไปแล้ว แสดงให้เห็นว่ามลพิษจากน้ำมือมนุษย์ ได้แพร่กระจายไปไกลถึงระบบนิเวศที่ห่างไกลที่สุดในโลก ตอกย้ำว่าไม่มีที่ใดบนโลกที่รอดพ้นจากปัญหาพลาสติกไปได้ 

แมลงดังกล่าว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Belgica antarctica” เป็นแมลงที่ไม่มีปีก ไม่กัดคน มีขนาดตัวประมาณเมล็ดข้าวเท่านั้น นับเป็นแมลงที่อยู่ทางตอนใต้ที่สุดของโลก และเป็นแมลงเพียงชนิดเดียวที่พบได้เฉพาะในทวีปแอนตาร์กติกาเท่านั้น เป็นสัตว์ที่มีความทรหดอย่างมาก สามารถทนต่อความหนาวเย็นจัด การขาดน้ำ ความเค็มสูง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่รุนแรงและรังสีอัลตราไวโอเลตได้ดีเยี่ยม

ตัวอ่อนของมันอาศัยอยู่ในบริเวณชื้นแฉะของมอสและสาหร่ายตามแนวคาบสมุทรแอนตาร์กติกา และสามารถมีจำนวนหนาแน่นได้เกือบ 40,000 ตัวต่อตารางเมตร ทำหน้าที่ช่วยย่อยสลายซากพืชและหมุนเวียนสารอาหารในดิน ดังนั้นแมลงบั่วแอนตาร์กติกาจึงเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศของทวีปน้ำแข็งแห่งนี้

สำหรับ การวิจัยของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคนทักกี ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science of the Total Environment ถือเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อแมลงในแอนตาร์กติกา และมีการบันทึกการพบชิ้นส่วนพลาสติกภายในแมลงบั่วที่จับมาจากธรรมชาติ 

พบ ‘แมลง’ ใน ‘แอนตาร์กติกา’ กิน ‘ไมโครพลาสติก’ ตอกย้ำไม่มีที่ไหนในโลกปลอดภัยจาก ‘พลาสติก’
แมลงบั่วแอนตาร์กติกโตเต็มวัย

แจ็ค เดฟลิน ผู้นำการวิจัย เปิดเผยว่าแรงบันดาลใจเกิดจากการได้ชมสารคดีเกี่ยวกับมลพิษพลาสติกที่ทำให้เขารู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก เขาจึงเริ่มตั้งคำถามว่าหากพลาสติกปรากฏอยู่ในทุกที่ทั่วโลก แล้วสถานที่ที่หายากและห่างไกลอย่างแอนตาร์กติกาจะเป็นอย่างไรบ้าง และความแข็งแกร่งของแมลงบั่วจะช่วยปกป้องพวกมันจากไมโครพลาสติกได้หรือไม่

ทีมวิจัยทำการทดสอบ โดยการนำตัวอ่อนของแมลงบั่วไปสัมผัสกับไมโครพลาสติกในระดับความเข้มข้นต่างๆ เป็นเวลา 10 วัน เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ โดยเฉพาะการมีชีวิตรอด อัตราการเผาผลาญ และการสะสมพลังงานสำรองภายในร่างกายของพวกมัน

ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการออกมาน่าประหลาดใจ เพราะแม้จะใช้ความเข้มข้นของพลาสติกในระดับสูงสุด แต่อัตราการรอดชีวิตของแมลงกลับไม่ลดลงเลย และระบบการเผาผลาญพื้นฐานของพวกมันก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในเบื้องต้นดูเหมือนว่าพวกมันจะสามารถรับมือกับมลพิษชนิดนี้ได้ดีพอสมควร

แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด นักวิจัยพบว่าตัวอ่อนที่สัมผัสกับไมโครพลาสติกในระดับที่สูงกว่า จะมีปริมาณไขมันสำรองลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ระดับคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนยังคงเดิม ซึ่งไขมันเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดในช่วงฤดูหนาวที่รุนแรง 

นอกจากนี้ ทีมวิจัยได้ออกสำรวจตามคาบสมุทรแอนตาร์กติกตะวันตก เพื่อเก็บตัวอย่างตัวอ่อนจาก 20 แห่งบนเกาะ 13 แห่ง และนำมาวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีการถ่ายภาพขั้นสูงเพื่อค้นหาเศษพลาสติกที่อยู่ภายในทางเดินอาหารของพวกมัน

เอลิซา เบอร์กามี ผู้เชี่ยวชาญด้านไมโครพลาสติกจากมหาวิทยาลัยโมเดนาและเรจจิโอเอมิเลีย ได้ใช้ระบบการถ่ายภาพที่สามารถระบุลายนิ้วมือทางเคมีของอนุภาคที่มีขนาดเล็กเพียง 4 ไมโครเมตร ซึ่งเล็กเกินกว่าที่สายตามนุษย์จะมองเห็นได้ เพื่อตรวจสอบปริมาณพลาสติกภายในตัวอ่อนที่มีความยาวเพียง 5 มิลลิเมตร

จากการตรวจสอบตัวอ่อนแมลงบั่ว 40 ตัวที่เก็บมาจากทั่วภูมิภาค ทีมวิจัยพบชิ้นส่วนไมโครพลาสติกเพียง 2 ชิ้นในตัวอ่อน 2 ตัว แม้ว่าจำนวนที่พบจะดูน้อยมาก แต่เบอร์กามียืนยันว่านี่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าพลาสติกได้เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศดินในแอนตาร์กติกาเรียบร้อยแล้ว

พบ ‘แมลง’ ใน ‘แอนตาร์กติกา’ กิน ‘ไมโครพลาสติก’ ตอกย้ำไม่มีที่ไหนในโลกปลอดภัยจาก ‘พลาสติก’ ตัวอ่อนแมลงบั่วแอนตาร์กติก

เดฟลินมองว่าการค้นพบนี้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า โดยเขาระบุว่าแม้แอนตาร์กติกาจะยังมีระดับพลาสติกต่ำกว่าพื้นที่อื่น ๆ ของโลก แต่การที่มันเริ่มเข้าไปอยู่ในระบบทางชีวภาพและเริ่มเปลี่ยนแปลงสมดุลพลังงานของแมลงก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับอนาคต

นักวิทยาศาสตร์กังวลว่า มลพิษจากพลาสติกจะผลกระทบในระยะยาว เนื่องจากแมลงชนิดนี้มีช่วงชีวิตการเจริญเติบโตยาวนานถึง 2 ปี การกินไมโครพลาสติกอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความเครียดจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้ดินแห้งแล้งและอุณหภูมิสูงขึ้น อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่ร้ายแรงต่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์แมลงชนิดนี้

การค้นพบครั้งนี้ ตอกย้ำให้เห็นว่ามลพิษจากมนุษย์ได้แผ่ขยายไปทั่วทุกมุมโลกอย่างแท้จริง เดฟลินทิ้งท้ายว่าแอนตาร์กติกาเปรียบเสมือนห้องทดลองระบบนิเวศที่ไม่ซับซ้อน ซึ่งหากเราเริ่มใส่ใจและเรียนรู้บทเรียนจากที่นี่ในตอนนี้ เราอาจสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันปัญหาที่ใหญ่กว่าในภูมิภาคอื่น ๆ ได้


ที่มา: IFL ScienceInteresting EngineeringPhysScitech Daily