นักวิทยาศาสตร์จากนานาชาติออกมาเตือนว่า ระบบต่าง ๆ ของโลกอาจกำลังเผชิญกับจุดที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ส่งผลให้โลกเข้าสู่วงจรการเกิดภาวะ “โลกเรือนกระจก” (Hothouse Earth) ถาวร โดยในสภาวะนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจพุ่งสูงขึ้นกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 5 องศาเซลเซียส และจะคงอยู่ในระดับนั้นไปอีกนานแสนนาน
ตามรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร One Earth ระบุว่า มีองค์ประกอบของระบบโลก 16 ระบบกำลังเสี่ยงที่จะเข้าสู่ “จุดพลิกผัน” ที่ก้าวข้ามไปแล้วจะสูญเสียเสถียรภาพอย่างรุนแรงและไม่สามารถแก้ไขให้กลับคืนมาดังเดิมได้ แม้จะมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภายหลังก็ตาม
ในจำนวนนี้มี 10 ระบบ ที่หากถูกกระตุ้นแล้วจะกลายเป็นตัวเร่งให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ การละลายของแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาตะวันตก การละลายของชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) และการเสื่อมโทรมของป่าฝนแอมะซอน
ศ.วิลเลียม ริปเปิล จากมหาวิทยาลัยออริกอนสเตต ผู้นำการวิเคราะห์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 11,000 ปีที่ผ่านมา ภูมิอากาศของโลกอยู่ในระดับเสถียรมาโดยตลอด ช่วยให้มนุษย์สามารถสร้างเกษตรกรรมและสังคมที่ซับซ้อนขึ้นมาได้ แต่ในขณะนี้ โลกกำลังสูญเสียเสถียรภาพนั้น และอาจกำลังเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ไม่เคยเจอมาก่อน
ในปี 2024 อุณหภูมิโลกพุ่งสูงเกินขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนอุตสาหกรรมชั่วคราว ซึ่งเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศยังขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบอย่างน้อย 2 ล้านปี
นิโค วุนเดอร์ลิง นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากสถาบันวิจัยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งพอตส์ดัมอธิบายว่า ยิ่งอุณหภูมิสูงขึ้น ความเสี่ยงที่จะเกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ก็ยิ่งมากขึ้น โดยหากอุณหภูมิโลกสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส โลกจะเข้าสู่ “เขตความเสี่ยงสูง” ที่จะกระตุ้นให้เกิดวงจรป้อนกลับรุนแรงขึ้นทวีคูณ
“วงจรป้อนกลับ” เหล่านี้ส่งผลกระทบสืบเนื่องกันโดมิโน ตัวอย่างเช่น เมื่อน้ำแข็งละลายจะทำให้ความสามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ของโลกลดลง ส่งผลให้อุณหภูมิยิ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ การละลายน้ำแข็งยังทำให้ระบบการไหลเวียนของน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก (AMOC) อ่อนแรงลง ส่งผลต่อเนื่องให้สภาพป่าแอมะซอนเปลี่ยนไปเป็นทุ่งหญ้าสะวันนาที่แห้งแล้ง
หากป่าแอมะซอนหายไป ก๊าซคาร์บอนจำนวนมหาศาลที่เคยถูกกักเก็บไว้จะถูกปล่อยออกมาสู่ชั้นบรรยากาศ ยิ่งไปซ้ำเติมภาวะโลกร้อนให้เลวร้ายลงไปอีก ศ.ริปเปิลเน้นย้ำว่า “เราจำเป็นต้องรีบแก้ปัญหานี้ให้ทันกับเวลาที่น้อยลงทุกที เพื่อป้องกันไม่ให้สภาพภูมิอากาศที่อันตรายขึ้น จนไม่สามารถจัดการได้”
ด้าน ดร.คริสโตเฟอร์ วูล์ฟ นักวิทยาศาสตร์จากสมาคมวิจัยระบบนิเวศบนบก กล่าวว่าสาธารณชนและผู้กำหนดนโยบายยังไม่ตระหนักว่าการไปถึงจุดที่ไม่อาจย้อนกลับได้จะสร้างปัญหารุนแรงขนาดไหน
“การป้องกันไม่ให้เข้าสู่เส้นทางโลกเรือนกระจก ทำได้ง่ายกว่าการพยายามหาทางย้อนกลับ เมื่อเราเข้าไปถึงจุดนั้นแล้วมาก” ดร.วูล์ฟกล่าว
แม้ความเสี่ยงที่จะเกิดสภาวะโลกเรือนกระจกอย่างเต็มรูปแบบอาจดูเหมือนมีโอกาสไม่มากนักในขณะนี้ แต่ สวินดา ฟอลเคนา นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยยูเทรกต์มองว่า แค่เพียงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น คนทั้งโลกก็จำเป็นต้องตระหนักแล้ว เพราะการที่โลกร้อนขึ้นเร็วกว่าที่คาด อาจแปลว่ามีบางอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ยังมองไม่เห็นในโมเดลปัจจุบัน
ศ.ทิม เลนตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านจุดพลิกผันจากมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์เสริมว่า แม้เราจะยังไม่เข้าสู่ยุคโลกเรือนกระจก แต่ตอนนี้ก็อันตรายมากแล้ว เพราะภายใต้แนวโน้มปัจจุบัน โลกมีโอกาสที่จะร้อนขึ้นถึง 2.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2100
ข้อมูลระบุว่าในปี 2025 การปล่อยก๊าซคาร์บอนทั่วโลกเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับปี 2024 แสดงว่าโลกยังไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ และมีแนวโน้มที่จะเกิดภัยพิบัติรุนแรงในอนาคต
นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า สภาวะโลกเรือนกระจกจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมมนุษย์ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การดำรงชีวิต และอาจนำไปสู่การล่มสลายของระบบสังคมเมืองชายฝั่ง จากระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก
ด้วยเหตุนี้ คณะผู้วิจัยจึงเรียกร้องให้มีการดำเนินมาตรการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ควบคู่กับการปกป้องระบบนิเวศที่ทำหน้าที่กักเก็บคาร์บอนให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการจัดตั้งระบบเฝ้าระวังจุดพลิกผันของโลกอย่างมีการประสานงานกันทั่วโลก เพื่อการบริหารจัดการความเสี่ยงที่แม่นยำขึ้น
รัฐบาลแต่ละประเทศจำเป็นเร่งก้าวเข้าสู่สังคมเน็ตซีโร่ และผลักดันการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติ พร้อมบรรจุ ความสามารถในการรับมือและปรับฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate resilience) ลงในกรอบนโยบายรัฐบาล พร้อมกับเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โลกต้องการนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการจัดการความเสี่ยง และแผนการรับมือที่ครอบคลุมทุกมิติ
หากเราล้มเหลวในการหยุดยั้งวงจรเหล่านี้ โลกที่มนุษยชาติเคยรู้จักอาจเหลือเพียงแค่ความทรงจำ คนรุ่นหลังจะอยู่ในโลกที่ร้อนระอุและไร้เสถียรภาพ การกระทำในวันนี้คือตัวตัดสินว่าเราจะรักษาเสถียรภาพที่ยาวนานกว่า 11,000 ปีไว้ได้ หรือจะนำพามนุษยชาติไปสู่บททดสอบที่ยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์
ที่มา: Eos, Euro News, The Guardian





