วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เจาะลึกบทเรียน 'หาดใหญ่วิกฤติ ปี 68' เมื่อระบบวิศวกรรมพ่ายธรรมชาติ

เจาะลึกบทเรียน 'หาดใหญ่วิกฤติ ปี 68' เมื่อระบบวิศวกรรมพ่ายธรรมชาติ

เปิดบันทึกโศกนาฏกรรมอุทกภัยหาดใหญ่ปีล่าสุด เมื่อปริมาณน้ำมหาศาลทะลักเกินขีดความสามารถของโครงสร้างรัฐเกือบ 2 เท่า เผยภาพความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ใต้สถิติ ทั้งความตายในบ้านตัวเองและการดิ้นรนของคนจนเมือง พร้อมถอดรหัสความล้มเหลวของการแจ้งเตือนที่ทำให้คนชะล่าใจสู่การเรียกร้องให้เปลี่ยน "Mindset" เพื่อการอยู่รอดในอนาคต

อาจารย์สตากี ในฐานะผู้ประสบภัยและตัวแทนชุมชนหาดใหญ่ กล่าวบนเวที เวทีเสวนา “กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” ถึงข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนให้เห็นว่า อุทกภัยในปี 2568 ไม่ใช่เพียงแค่ภัยธรรมชาติ แต่คือการเผชิญหน้ากับขีดจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการข้อมูลของภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและลมหายใจของประชาชนอย่างรุนแรง

ย้อนรอยประวัติศาสตร์น้ำ และความล้มเหลวของโครงสร้าง "แข็ง"

หาดใหญ่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้กับน้ำท่วมมาอย่างยาวนาน โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือปี 2531 และ 2543 จนนำไปสู่โครงการพระราชดำริในการขุดคลองระบายน้ำขนาดใหญ่เพื่อเลี่ยงเมือง ปัจจุบันมีคลองระบายน้ำหลัก 5 สาย โดยมีคลอง ร.1 เป็นหัวใจสำคัญร่วมกับคลองอู่ตะเภา แม้จะมีการขยายขีดความสามารถของคลอง ร.1 จากเดิมรับน้ำได้ 400 เป็น 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

จนทำให้ภาพรวมทั้งระบบสามารถรับน้ำได้เกือบ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ในวิกฤติเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำจริงที่ไหลเข้ามาสูงถึง 3,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเกินกว่าที่โครงสร้างจะรับได้เกือบ 2 เท่า ก่อนที่เครื่องวัดน้ำจะถูกน้ำท่วมจนเสียหายไป

กับดักความเชื่อมั่น และสัญญาณเตือนที่ไร้ความชัดเจน

โครงสร้างการจัดการน้ำที่ดูแข็งแรงกลับสร้าง "ความชะล่าใจ" ให้กับคนในพื้นที่ ในเหตุการณ์ครั้งนี้ น้ำท่วมหาดใหญ่ถึง 2 รอบ โดยรอบแรกเริ่มในวันที่ 20 พ.ย. และลดลงในเย็นวันที่ 21 พ.ย.

ทำให้ชาวบ้านรีบทำความสะอาดบ้านและกลับเข้าไปอยู่อาศัย, แม้สถานะการเตือนภัยจะยังเป็น "ธงแดง" แต่เนื่องจากไม่มีการขึ้น "ธงเขียว" ประกอบกับคำแจ้งเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความคลุมเครือ ทำให้ประชาชนไม่ตระหนักถึงวิกฤตระลอกที่สองที่กำลังตามมา

จนกระทั่งคืนวันอาทิตย์ ช่วงเวลา 20.00 น. ถึง 03.00 น. มวลน้ำมหาศาลได้ทะลักเข้าท่วมเมืองอย่างรวดเร็ว ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำพุ่งสูงตั้งแต่ 2.8 เมตร จนถึง 5 เมตร ส่งผลให้บ้านชั้นเดียวถูกกลืนหายไปในพริบตา

โศกนาฏกรรมหลังประตูบ้าน

ความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงได้ ในความมืดมิดของคืนวิกฤติ อาจารย์สตากีได้แชร์เรื่องราวบีบคั้นหัวใจที่สะท้อนว่าความสูญเสียครั้งนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้หากการแจ้งเตือนมีประสิทธิภาพมากกว่านี้,

• เคสที่ 1: หญิงวัย 40 ปี ในบ้านชั้นเดียวที่มีผู้อาศัย 5 ชีวิต พยายามดันเด็กและผู้สูงอายุขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้านเพื่อความปลอดภัย แต่ตัวเธอเองที่เกาะขื่อบ้านรอความช่วยเหลือกลับหมดแรงและเสียชีวิตในที่สุด

• เคสที่ 2: แม่ลูกที่ต้องกักตัวอยู่ในบ้านที่น้ำท่วมสูง จนต้องต่ออุปกรณ์ขึ้นไปพักพิงใต้เพดานที่เหลือช่องว่างเพียงครึ่งเดียวจนใบหน้าเด็กเกือบชนฝ้า และต้องใช้แก๊สปิกนิกจุดเพื่อสร้างความอบอุ่นประทังชีวิต ก่อนที่ทีมกู้ภัยจะเข้าช่วยเหลือได้ทันเวลา

"มอเตอร์ไซค์" คือชีวิต

การพึ่งพาตนเองของคนจนเมือง สำหรับกลุ่ม "คนจนเมือง" ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานและไรเดอร์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ระหว่างคลอง ร.1 และคลองอู่ตะเภา ความสูญเสียเครื่องมือทำกินถือเป็นเรื่องใหญ่, หลังน้ำลด ชุมชนร่วมกับมหาวิทยาลัยทักษิณ และเครือข่าย SC ได้จัดตั้ง "ศูนย์ซ่อมมอร์เตอร์ไซค์" เป็นภารกิจแรก เนื่องจากรถจักรยานยนต์เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่ใช้รับส่งลูกไปเรียนและออกไปหารายได้เลี้ยงชีพ

ต้องเปลี่ยน Mindset "อยู่กับน้ำ" บทเรียนจากหาดใหญ่ปี 68 ยืนยันชัดเจนว่า "โครงสร้างวิศวกรรมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้" อาจารย์สตากีเน้นย้ำว่าวิธีคิดของคนหาดใหญ่ต้องเปลี่ยนไปสู่การมี Mindset ที่พร้อมจะ "อยู่กับน้ำ" ให้ได้ โดยลดความคาดหวังในการพึ่งพิงรัฐเพียงฝ่ายเดียวในนาทีวิกฤติ และมุ่งเน้นการจัดการความเสี่ยงเพื่อลดความสูญเสียทางชีวิตให้เป็นศูนย์, ปัจจุบันภาคีเครือข่ายยังคงทำงานร่วมกันทั้งแผนระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อสร้างโมเดลชุมชนที่เข้มแข็งและสามารถฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน