'ผมรอดชีวิต แต่ธารน้ำแข็งกำลังจะตาย' เปิดใจ 'อนุรัก มาลู' นักปีนเขาผู้ฟื้นจากความตายหลังติดใต้ธารน้ำแข็งนาน 3 วัน สู่การประกาศเตือนภัยถึงชาวโลก รวมถึงอนาคตของ 'กรุงเทพฯ' ที่อาจจมหายหากวิกฤตินี้ไม่ถูกแก้ไข
นาทีเฉียดตาย 72 ชั่วโมงในห้องแช่แข็งธรรมชาติ
ในโลกของการปีนเขา ยอดเขา ‘อันนาปุรณะ’ (Annapurna) ในเนปาลขึ้นชื่อว่าเป็น “ยอดเขาปราบเซียน” ด้วยสถิติผู้เสียชีวิต 1 คนในทุกๆ 3 คนที่พยายามพิชิต แต่สำหรับ อนุรัก มาลู (Anurag Maloo) นักปีนเขาและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม ในปี พ.ศ. 2566 ยอดเขานี้กลายเป็นสถานที่แห่งปาฏิหาริย์ที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน
ระหว่างการปฏิบัติภารกิจ Climbing4SDGs เพื่อรณรงค์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของ UN มาลูเกิดอุบัติเหตุขณะโรยตัว เขาคว้าเชือกผิดเส้นและร่วงดิ่งลงสู่ก้นเหวน้ำแข็ง (Crevasse) ลึกกว่า 300 เมตร เขาติดอยู่ในความมืดมิดที่อุณหภูมิติดลบ 40 องศาเซลเซียส นานถึง 3 วัน 3 คืน โดยไม่มีอาหาร น้ำ หรือแม้แต่ออกซิเจนสำรอง
เมื่อทีมกู้ภัยพบเขาในสภาพไร้สติและเกือบไร้สัญญาณชีพ แพทย์ได้ทำการกู้ชีพ (CPR) อย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบ 4 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์การรอดชีวิตที่เหลือเชื่อที่สุด มาลูต้องผ่านการผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งหลายครั้งและสูญเสียปลายนิ้วมือรวมถึงนิ้วเท้าไป แต่สิ่งที่เขาได้กลับมาคือ “เป้าหมายชีวิต” ที่ชัดเจนกว่าเดิม
‘The Voice of Glaciers’ เสียงเพรียกจากน้ำแข็งที่กำลังละลาย
หลังจากการฟื้นฟูร่างกายที่ยาวนาน มาลูได้ก่อตั้งมูลนิธิ The Voice of Glaciers เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้แก่ “ไครโอสเฟียร์” (Cryosphere) หรือพื้นที่เยือกแข็งของโลก โดยเขาระบุข้อมูลที่น่าตกใจว่า
- ธารน้ำแข็งหิมาลัย: สูญเสียปริมาตรน้ำแข็งไปแล้วกว่า 40% ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543
- วิกฤติความร้อน: พื้นที่น้ำแข็งทั่วโลกกำลังอุ่นขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 3 เท่า
- เส้นตายปี พ.ศ. 2643: หากเรายังนิ่งเฉย ธารน้ำแข็งครึ่งหนึ่งของโลกจะมลายหายไปภายในสิ้นศตวรรษนี้
มาลูมองว่าการปีนเขาไม่ใช่แค่กีฬา แต่มันคือภาพสะท้อนของมนุษยชาติที่กำลังตะเกียกตะกายอยู่บนขอบเหวของวิกฤติสภาพภูมิอากาศ
แรงกระเพื่อมถึงไทย เมื่อน้ำแข็งละลาย ทะเลไทยจึงรุกคืบ
แม้ประเทศไทยจะไม่มีธารน้ำแข็ง แต่การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกและเทือกเขาสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยในฐานะประเทศที่มีชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร
- กรุงเทพฯ เมืองใต้บาดาล: รายงานจาก Climate Central (พ.ศ. 2567) ระบุว่าภายในปี พ.ศ. 2593 พื้นที่ลุ่มต่ำของไทย รวมถึงกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ เสี่ยงที่จะอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลโดยตรงจากการที่ธารน้ำแข็งทั่วโลกละลายและขยายตัวจากความร้อน
- การกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรง: ข้อมูลจาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พบว่าชายฝั่งอ่าวไทยถูกกัดเซาะไปแล้วกว่า 700 กิโลเมตร การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเพียงไม่กี่เซนติเมตรจะทวีความรุนแรงของคลื่นพายุหนุน (Storm Surge) ให้กัดเซาะลึกเข้ามาในแผ่นดินไทยมากขึ้น
- ความมั่นคงทางอาหาร: แม่น้ำสายหลักของเอเชียหลายสายมีต้นกำเนิดจากธารน้ำแข็งหิมาลัย เมื่อน้ำแข็งละลายเร็วผิดปกติในช่วงแรกจะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน (อาทิ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคเหนือของไทยที่เริ่มพบบ่อยขึ้น) และตามมาด้วยความแห้งแล้งอย่างรุนแรงเมื่อแหล่งต้นน้ำหมดไป
ทางรอด เปลี่ยน "ความกลัว" เป็น "การกระทำ"
มาลูและเครือข่าย World Economic Forum ได้เสนอแนวทางให้รัฐบาลและภาคเอกชนทั่วโลก (รวมถึงประเทศไทย) เร่งปรับตัวผ่าน 3 เสาหลัก
- การออกแบบเมือง (Urban Resilience): กรุงเทพฯ ต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รับมือน้ำท่วมและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอย่างจริงจัง
- เศรษฐกิจสีเขียว (Circular Economy): เลิกใช้โมเดลธุรกิจที่สร้างคาร์บอนสูง และเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ลดขยะและเป็นมิตรต่อชั้นบรรยากาศ
- พลังของกีฬา (Sport for Change): ใช้กิจกรรมกลางแจ้งเป็นเครื่องมือสร้างความตระหนักรู้ เหมือนที่มาลูใช้การปีนเขาบอกเล่าเรื่องราวของโลก
“ผมถูกโอบกอดไว้โดยธารน้ำแข็งอันนาปุรณะ มันให้โอกาสที่สองแก่ผม... วันนี้ผมจึงต้องทำหน้าที่เป็นเสียงให้กับน้ำแข็งที่พูดไม่ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” อนุรัก มาลู





