background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เอาตัวรอดอย่างยั่งยืนในโลกธุรกิจยุคใหม่ด้วย ความเห็นอกเห็นใจ-การแสดงภาพลักษณ์ผู้นำ

เอาตัวรอดอย่างยั่งยืนในโลกธุรกิจยุคใหม่ด้วย ความเห็นอกเห็นใจ-การแสดงภาพลักษณ์ผู้นำ

ดร.ฮารัลด์ ลิงค์ ประธานและเจ้าของกลุ่มบริษัท บี.กริม (B.Grimm Group) และ ราเมศ ราจู กรรมการผู้จัดการ Kaizen Institute Thailand เปิดเผยวิธีการมุ่งเน้นการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ในงาน “The Game Changer – Outlook 2026 & Beyond”

งานสัมมนา “The Game Changer – Outlook 2026 & Beyond” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–4 กุมภาพันธ์ 2026 ณ The Glasshouse, Nai Lert Park กลายเป็นเวทีสำคัญที่รวมตัว “คนกำหนดเกม” เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจและการปรับตัวของโลกธุรกิจในยุคหลังปี 2026 โดยเฉพาะในหัวข้อ “A Greener Future!?” ที่ได้วิทยากรระดับโลกอย่าง ดร.ฮารัลด์ ลิงค์ ประธานและเจ้าของกลุ่มบริษัท บี.กริม (B.Grimm Group) และ ราเมศ ราจู กรรมการผู้จัดการ Kaizen Institute Thailand มาร่วมพูดคุยในการมุ่งเน้นการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

เอาตัวรอดอย่างยั่งยืนในโลกธุรกิจยุคใหม่ด้วย ความเห็นอกเห็นใจ-การแสดงภาพลักษณ์ผู้นำ

ทำธุรกิจด้วยความเห็นอกเห็นใจ 

ดร.ฮารัลด์ ลิงค์ ประธานและเจ้าของกลุ่มบริษัท บี.กริม (B.Grimm Group) ได้ถ่ายทอดมุมมองการดำเนินธุรกิจที่มีอายุกว่า 148 ปี โดยเน้นย้ำถึงแนวคิด “การทำธุรกิจด้วยความเห็นอกเห็นใจ” (Business with Compassion) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเป้าหมายทางธุรกิจกับการตอบแทนสังคม 

ดร.ลิงค์ ระบุว่าอัตลักษณ์ขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่า “เราทำอย่างไร” ซึ่งสอดคล้องกับหลักความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness) ของภูฏานที่เน้นเรื่องธรรมาภิบาล การดูแลสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม โดยกล่าวว่า “หัวใจสำคัญคือความต้องการทำธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี มันไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งที่เราทำ แต่เป็นวิธีการที่เราทำมันต่างหาก”

เพื่อมุ่งสู่โลกสีเขียว ดร.ลิงค์ได้นำเสนอโครงการพลังงานสะอาดที่บี.กริมดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เช่น โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Gas 5 ที่ลดการปล่อยไอเสียลงถึง 28% เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าก่อนหน้า รวมถึงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาจำนวนมากในนิคมอุตสาหกรรม 

นอกจากนี้ บริษัทยังขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศอย่างจริงจัง เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม และโครงการฟาร์มกังหันลมในเกาหลีใต้ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงโดยไม่มีเกียร์บ็อกซ์ เพื่อลดการบำรุงรักษาในระยะยาว

ความสำเร็จในการขยายธุรกิจไปทั่วโลกของบี.กริมนั้น ดร.ฮารัลด์ ลิงค์เชื่อว่าเกิดจาก “โมเดลพันธมิตร” (Partnership Model) ที่ต้องมีความจริงใจต่อกัน เขาเล่าถึงประสบการณ์ในเกาหลีใต้ที่แม้จะเป็นตลาดที่ยากสำหรับบริษัทต่างชาติ แต่ด้วยความยืดหยุ่นและการเป็นพันธมิตรที่ดี ทำให้บี.กริมได้รับการยอมรับ

“คุณหาและเป็นพันธมิตรที่ดีจริง ๆ บางบริษัทที่เข้ามาพบเราอาจพูดแต่สิ่งที่พวกเขาต้องการ โดยไม่มีคำพูดสักคำว่าจะทำอะไรร่วมกับเราได้บ้าง” ดร.ลิงค์กล่าว

ปัญหาการศึกษาในประเทศไทย เป็นอีกประเด็นที่ ดร.ลิงค์ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเขามองว่าระบบการศึกษาปัจจุบันยังไม่สามารถผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดงานได้ เขาจึงผลักดันแนวคิด "ระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี" (Dual Vocational Training) ที่เรียนรู้ผ่านการทำงานจริงในบริษัทควบคู่ไปกับการเรียนในโรงเรียน เพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพและขจัดปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน

เขากล่าวเสริมว่า “หากคุณต้องการกำจัดความยากจนในไทย วิธีที่ง่ายมากคือการใช้ระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี เพื่อให้คนมีอาชีพและมีรายได้เพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐ”

ดร.ฮารัลด์ ลิงค์ เตือนให้ธุรกิจต้องรู้จักปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะในอนาคตหลังปี 2026 โลกจะมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางการเมืองระหว่างสหรัฐ ยุโรป และรัสเซีย ธุรกิจจำเป็นต้องมี “การดูแลรักษา” (Stewardship) เพื่อส่งต่อสิ่งที่มีค่าและโลกที่ดียิ่งขึ้นให้แก่คนรุ่นถัดไป

เอาตัวรอดอย่างยั่งยืนในโลกธุรกิจยุคใหม่ด้วย ความเห็นอกเห็นใจ-การแสดงภาพลักษณ์ผู้นำ

กลยุทธ์การอยู่รอดในโลกที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว

ราเมศ ราจู กรรมการผู้จัดการ Kaizen Institute Thailand นำเสนอมุมมองด้านการจัดการองค์กรผ่านปรัชญา “ไคเซ็น” (Kaizen) โดยเน้นที่การสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าและผู้คน เขาชี้ให้เห็นว่าโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และเกิดการหยุดชะงักที่รุนแรงกว่าในอดีตมาก โดยข้อมูลจากดัชนี S&P พบว่าอายุเฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 33 บริษัทในปี 1960 คาดว่าจะเหลือเพียง 12 บริษัทในปี 2027

ประเด็นสำคัญที่ ราเมศ ราจู เน้นย้ำคือการหลีกเลี่ยง “วิธีแก้ปัญหาแบบชั่วคราว” (Quick fix solutions) ที่หลายองค์กรมักจะมองหาเทคโนโลยี เช่น เอไอหรือโซลูชันดิจิทัล เพื่อหวังผลลัพธ์ระยะสั้นสำหรับผู้ถือหุ้น แต่หากขาดการวางรากฐานของกระบวนการและภารกิจระยะยาว องค์กรเหล่านั้นมักจะล้มเหลว

“องค์กรที่มองหาแต่ทางลัดมักจะพบกับความล้มเหลว เพราะพวกเขาไม่ได้เตรียมตัวหรือมีพันธกิจในระยะยาวอย่างแท้จริง” ราจูกล่าว

ผู้นำยุคใหม่ต้องมีสกีล “การแสดงภาพลักษณ์ผู้นำ” (Leadership Presence) ไม่ใช่เพียงแค่สั่งงานและรอรายงานผ่านห้องประชุม ปล่อยให้พนักงานระดับล่างต้องเจอปัญหาหน้างาน โดยที่ตนเองไม่เคยได้รับรู้ปัญหาที่แท้จริง

“การฝึกฝนสำคัญกว่าทฤษฎี ผู้บริหารต้องพับแขนเสื้อแล้วลงไปยังหน้างาน เพราะนั่นคือจุดที่มูลค่าและกำไรถูกสร้างขึ้นอย่างแท้จริง” ราจูกล่าว

สำหรับการพัฒนาคน ราจู มองว่าการเพิ่มทักษะ (Upskilling) และการรักษาบุคลากร (Retention) เป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในอนาคต บ่อยครั้งที่การสื่อสารภายในองค์กรเป็นแบบแยกส่วน ทำให้พนักงานระดับปฏิบัติการไม่เข้าใจว่างานของตนสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทอย่างไร องค์กรจึงต้องสร้างวัฒนธรรมการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่ทำตามกระแสเป็นพัก ๆ

ราจูสังเกตเห็นว่าหลายบริษัทลงทุนมหาศาลในระบบ ERP หรือ SAP แต่สุดท้ายพนักงานยังคงใช้ Excel ในการทำงานเพราะไม่สามารถเข้าถึงหรือนำข้อมูลมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เขาจึงแนะนำว่าการไหลของข้อมูล (Information flow) จะต้องมีความต่อเนื่องเช่นเดียวกับการไหลของวัสดุและกระแสเงินสด เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจเกิดภาวะ “หัวใจหยุดเต้น” จากการที่ระบบไหลเวียนข้อมูลหรือเงินทุนติดขัด

เพื่อมุ่งสู่อนาคตที่เขียวและยั่งยืนขึ้น ไคเซ็นมุ่งเน้นที่การลดต้นทุนการดำเนินงานลง 20–35% ผ่านการขจัดความสูญเปล่า (Waste) โดยราจู อธิบายว่าการลดต้นทุนที่แท้จริงไม่ใช่การลดพนักงาน แต่เป็นการลดการสูญเสียทรัพยากร พลังงาน และวัสดุ เช่น เสียงลมรั่วในโรงงานที่คนมักจะละเลย เขากล่าวว่า 

“เมื่อเราลดต้นทุนผ่านการขจัดความสูญเปล่า กำไรที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้บริษัทสามารถกลับมาลงทุนใหม่และเติบโตได้ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่พนักงานต้องการ เพื่อให้อยู่ในบริษัทที่มั่นคงและมีโอกาสเติบโต”

การจะอยู่รอดและเติบโตได้ในอนาคตหลังปี 2026 ธุรกิจไม่สามารถพึ่งพาเพียงแค่ตัวเลขในงบกำไรขาดทุนได้อีกต่อไป แต่ต้องอาศัยความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) ความยืดหยุ่น (Flexibility) และความเห็นอกเห็นใจในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งแวดล้อม ตามที่ ราเมศ ราจู ทิ้งท้ายไว้ว่า “ไม่ว่าเราจะมีเงินเป็นล้านหรือรวยแค่ไหน จุดสำคัญเพียงอย่างเดียวคือ เรามีความสามารถในการปรับตัวและทักษะที่ยืดหยุ่นมากแค่ไหนที่จะอยู่รอด” เพื่อไม่ให้กลายเป็น “ไดโนเสาร์” ในโลกธุรกิจยุคใหม่

เอาตัวรอดอย่างยั่งยืนในโลกธุรกิจยุคใหม่ด้วย ความเห็นอกเห็นใจ-การแสดงภาพลักษณ์ผู้นำ