ดร.ฮารัลด์ ลิงค์ ประธานและเจ้าของกลุ่มบริษัท บี.กริม (B.Grimm Group) และ ราเมศ ราจู กรรมการผู้จัดการ Kaizen Institute Thailand เปิดเผยวิธีการมุ่งเน้นการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ในงาน “The Game Changer – Outlook 2026 & Beyond”
งานสัมมนา “The Game Changer – Outlook 2026 & Beyond” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–4 กุมภาพันธ์ 2026 ณ The Glasshouse, Nai Lert Park กลายเป็นเวทีสำคัญที่รวมตัว “คนกำหนดเกม” เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจและการปรับตัวของโลกธุรกิจในยุคหลังปี 2026 โดยเฉพาะในหัวข้อ “A Greener Future!?” ที่ได้วิทยากรระดับโลกอย่าง ดร.ฮารัลด์ ลิงค์ ประธานและเจ้าของกลุ่มบริษัท บี.กริม (B.Grimm Group) และ ราเมศ ราจู กรรมการผู้จัดการ Kaizen Institute Thailand มาร่วมพูดคุยในการมุ่งเน้นการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน
ทำธุรกิจด้วยความเห็นอกเห็นใจ
ดร.ฮารัลด์ ลิงค์ ประธานและเจ้าของกลุ่มบริษัท บี.กริม (B.Grimm Group) ได้ถ่ายทอดมุมมองการดำเนินธุรกิจที่มีอายุกว่า 148 ปี โดยเน้นย้ำถึงแนวคิด “การทำธุรกิจด้วยความเห็นอกเห็นใจ” (Business with Compassion) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเป้าหมายทางธุรกิจกับการตอบแทนสังคม
ดร.ลิงค์ ระบุว่าอัตลักษณ์ขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่า “เราทำอย่างไร” ซึ่งสอดคล้องกับหลักความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness) ของภูฏานที่เน้นเรื่องธรรมาภิบาล การดูแลสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม โดยกล่าวว่า “หัวใจสำคัญคือความต้องการทำธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี มันไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งที่เราทำ แต่เป็นวิธีการที่เราทำมันต่างหาก”
เพื่อมุ่งสู่โลกสีเขียว ดร.ลิงค์ได้นำเสนอโครงการพลังงานสะอาดที่บี.กริมดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เช่น โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Gas 5 ที่ลดการปล่อยไอเสียลงถึง 28% เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าก่อนหน้า รวมถึงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาจำนวนมากในนิคมอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ บริษัทยังขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศอย่างจริงจัง เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม และโครงการฟาร์มกังหันลมในเกาหลีใต้ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงโดยไม่มีเกียร์บ็อกซ์ เพื่อลดการบำรุงรักษาในระยะยาว
ความสำเร็จในการขยายธุรกิจไปทั่วโลกของบี.กริมนั้น ดร.ฮารัลด์ ลิงค์เชื่อว่าเกิดจาก “โมเดลพันธมิตร” (Partnership Model) ที่ต้องมีความจริงใจต่อกัน เขาเล่าถึงประสบการณ์ในเกาหลีใต้ที่แม้จะเป็นตลาดที่ยากสำหรับบริษัทต่างชาติ แต่ด้วยความยืดหยุ่นและการเป็นพันธมิตรที่ดี ทำให้บี.กริมได้รับการยอมรับ
“คุณหาและเป็นพันธมิตรที่ดีจริง ๆ บางบริษัทที่เข้ามาพบเราอาจพูดแต่สิ่งที่พวกเขาต้องการ โดยไม่มีคำพูดสักคำว่าจะทำอะไรร่วมกับเราได้บ้าง” ดร.ลิงค์กล่าว
ปัญหาการศึกษาในประเทศไทย เป็นอีกประเด็นที่ ดร.ลิงค์ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเขามองว่าระบบการศึกษาปัจจุบันยังไม่สามารถผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดงานได้ เขาจึงผลักดันแนวคิด "ระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี" (Dual Vocational Training) ที่เรียนรู้ผ่านการทำงานจริงในบริษัทควบคู่ไปกับการเรียนในโรงเรียน เพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพและขจัดปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน
เขากล่าวเสริมว่า “หากคุณต้องการกำจัดความยากจนในไทย วิธีที่ง่ายมากคือการใช้ระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี เพื่อให้คนมีอาชีพและมีรายได้เพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐ”
ดร.ฮารัลด์ ลิงค์ เตือนให้ธุรกิจต้องรู้จักปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะในอนาคตหลังปี 2026 โลกจะมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางการเมืองระหว่างสหรัฐ ยุโรป และรัสเซีย ธุรกิจจำเป็นต้องมี “การดูแลรักษา” (Stewardship) เพื่อส่งต่อสิ่งที่มีค่าและโลกที่ดียิ่งขึ้นให้แก่คนรุ่นถัดไป
กลยุทธ์การอยู่รอดในโลกที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว
ราเมศ ราจู กรรมการผู้จัดการ Kaizen Institute Thailand นำเสนอมุมมองด้านการจัดการองค์กรผ่านปรัชญา “ไคเซ็น” (Kaizen) โดยเน้นที่การสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าและผู้คน เขาชี้ให้เห็นว่าโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และเกิดการหยุดชะงักที่รุนแรงกว่าในอดีตมาก โดยข้อมูลจากดัชนี S&P พบว่าอายุเฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 33 บริษัทในปี 1960 คาดว่าจะเหลือเพียง 12 บริษัทในปี 2027
ประเด็นสำคัญที่ ราเมศ ราจู เน้นย้ำคือการหลีกเลี่ยง “วิธีแก้ปัญหาแบบชั่วคราว” (Quick fix solutions) ที่หลายองค์กรมักจะมองหาเทคโนโลยี เช่น เอไอหรือโซลูชันดิจิทัล เพื่อหวังผลลัพธ์ระยะสั้นสำหรับผู้ถือหุ้น แต่หากขาดการวางรากฐานของกระบวนการและภารกิจระยะยาว องค์กรเหล่านั้นมักจะล้มเหลว
“องค์กรที่มองหาแต่ทางลัดมักจะพบกับความล้มเหลว เพราะพวกเขาไม่ได้เตรียมตัวหรือมีพันธกิจในระยะยาวอย่างแท้จริง” ราจูกล่าว
ผู้นำยุคใหม่ต้องมีสกีล “การแสดงภาพลักษณ์ผู้นำ” (Leadership Presence) ไม่ใช่เพียงแค่สั่งงานและรอรายงานผ่านห้องประชุม ปล่อยให้พนักงานระดับล่างต้องเจอปัญหาหน้างาน โดยที่ตนเองไม่เคยได้รับรู้ปัญหาที่แท้จริง
“การฝึกฝนสำคัญกว่าทฤษฎี ผู้บริหารต้องพับแขนเสื้อแล้วลงไปยังหน้างาน เพราะนั่นคือจุดที่มูลค่าและกำไรถูกสร้างขึ้นอย่างแท้จริง” ราจูกล่าว
สำหรับการพัฒนาคน ราจู มองว่าการเพิ่มทักษะ (Upskilling) และการรักษาบุคลากร (Retention) เป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในอนาคต บ่อยครั้งที่การสื่อสารภายในองค์กรเป็นแบบแยกส่วน ทำให้พนักงานระดับปฏิบัติการไม่เข้าใจว่างานของตนสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทอย่างไร องค์กรจึงต้องสร้างวัฒนธรรมการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่ทำตามกระแสเป็นพัก ๆ
ราจูสังเกตเห็นว่าหลายบริษัทลงทุนมหาศาลในระบบ ERP หรือ SAP แต่สุดท้ายพนักงานยังคงใช้ Excel ในการทำงานเพราะไม่สามารถเข้าถึงหรือนำข้อมูลมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เขาจึงแนะนำว่าการไหลของข้อมูล (Information flow) จะต้องมีความต่อเนื่องเช่นเดียวกับการไหลของวัสดุและกระแสเงินสด เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจเกิดภาวะ “หัวใจหยุดเต้น” จากการที่ระบบไหลเวียนข้อมูลหรือเงินทุนติดขัด
เพื่อมุ่งสู่อนาคตที่เขียวและยั่งยืนขึ้น ไคเซ็นมุ่งเน้นที่การลดต้นทุนการดำเนินงานลง 20–35% ผ่านการขจัดความสูญเปล่า (Waste) โดยราจู อธิบายว่าการลดต้นทุนที่แท้จริงไม่ใช่การลดพนักงาน แต่เป็นการลดการสูญเสียทรัพยากร พลังงาน และวัสดุ เช่น เสียงลมรั่วในโรงงานที่คนมักจะละเลย เขากล่าวว่า
“เมื่อเราลดต้นทุนผ่านการขจัดความสูญเปล่า กำไรที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้บริษัทสามารถกลับมาลงทุนใหม่และเติบโตได้ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่พนักงานต้องการ เพื่อให้อยู่ในบริษัทที่มั่นคงและมีโอกาสเติบโต”
การจะอยู่รอดและเติบโตได้ในอนาคตหลังปี 2026 ธุรกิจไม่สามารถพึ่งพาเพียงแค่ตัวเลขในงบกำไรขาดทุนได้อีกต่อไป แต่ต้องอาศัยความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) ความยืดหยุ่น (Flexibility) และความเห็นอกเห็นใจในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งแวดล้อม ตามที่ ราเมศ ราจู ทิ้งท้ายไว้ว่า “ไม่ว่าเราจะมีเงินเป็นล้านหรือรวยแค่ไหน จุดสำคัญเพียงอย่างเดียวคือ เรามีความสามารถในการปรับตัวและทักษะที่ยืดหยุ่นมากแค่ไหนที่จะอยู่รอด” เพื่อไม่ให้กลายเป็น “ไดโนเสาร์” ในโลกธุรกิจยุคใหม่





