“ซาอุดีอาระเบีย” ประกาศการค้นพบแร่สำรองในประเทศมีมูลค่าสูงถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9.4 ล้านล้านริยัล เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากการประเมินเบื้องต้นในปี 2016 ที่คาดการณ์ไว้ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลมาจากการค้นพบแร่ธาตุใหม่ๆ และการนำเทคโนโลยีการสำรวจที่ทันสมัยมาใช้เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำยิ่งขึ้น
ข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามภายใต้วิสัยทัศน์ “Vision 2030” ของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ที่ต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้ลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันดิบ โดยรัฐบาลซาอุดีอาระเบียมุ่งเป้าที่จะใช้ทรัพยากรแร่ธาตุ เป็นสินทรัพย์หลักในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ เป้าหมายคือ การสร้างฐานรายได้ที่ยั่งยืน และมั่นคงผ่านอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่ทันสมัย
รายงานระบุว่า แร่ธาตุที่ค้นพบประกอบด้วยทรัพยากรที่มีมูลค่าสูง และมีความสำคัญต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ทองคำ ทองแดง สังกะสี และลิเทียม นอกจากนี้ยังพบ “แร่หายาก” หรือ “แรร์เอิร์ธ” หลายชนิด เช่น ดิสโพรเซียม เทอร์เบียม นีโอดิเมียม และพราซีโอดิเมียม ซึ่งแร่เหล่านี้ล้วนเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิ้นส่วนไฮเทค ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงกังหันลม และคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง
พัฒนาเศรษฐกิจด้วยแร่ธาตุ
รัฐบาลซาอุดีอาระเบียมุ่งหวังจะผลักดันอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ให้กลายเป็นเสาหลักที่สามของเศรษฐกิจชาติเคียงคู่กับน้ำมันและปิโตรเคมี โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มส่วนแบ่งของภาคส่วนนี้ในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จาก 17,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2024 ให้เป็น 75,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030
การดำเนินการนี้ ยังรวมถึงการปรับปรุงกฎหมายการลงทุนเหมืองแร่ให้มีความโปร่งใส และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติมากขึ้นด้วย
จากการประเมินล่าสุดพบว่า พื้นที่พรมแดนทางตอนเหนือของประเทศมีทรัพยากรมูลค่ากว่า 1.23 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเป็นแหล่งผลิตฟอสเฟตที่สำคัญ ซึ่งช่วยส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกฟอสเฟตรายใหญ่ของโลกได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังมีการวางแผนการลงทุนที่กลุ่มแร่ธาตุวิกฤติภายในปี 2035 ด้วยมูลค่า 100,000 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
นโยบายของซาอุดีอาระเบีย ยังให้ความสำคัญกับการสร้างงาน และการพัฒนาพื้นที่ในภูมิภาคต่างๆ ผ่านการตั้งเขตอุตสาหกรรมเหมืองแร่ เช่น การพัฒนาโรงถลุงอะลูมิเนียมในเมืองรัสอัลไคมาห์ และโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตสารเคมีแบตเตอรี่ในเมืองยานบู ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพยากร ขณะเดียวกันก็ช่วยลดการส่งออกแร่ดิบ และหันมาสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงภายในประเทศแทน
สุราพ ปรียาดาร์ชี นักธรณีวิทยาและที่ปรึกษาด้านเหมืองแร่ กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียมีศักยภาพที่จะกลายเป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุระดับโลก จากการลงทุนในเทคโนโลยีการทำเหมืองอัตโนมัติ และการสำรวจด้วยปัญญาประดิษฐ์ แสดงว่าซาอุดีอาระเบียมีความทะเยอทะยานที่จะเป็นศูนย์กลางการสกัดทรัพยากรที่ยั่งยืน ประกอบกับความต้องการแร่ธาตุสำหรับแบตเตอรี่จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ที่จะทำให้เกิดการกระจายตัวของเศรษฐกิจ
ทางด้าน มันซูร์ อาห์เมด ที่ปรึกษาเศรษฐกิจอิสระ ระบุว่าแร่ธาตุเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานโลก เขาเน้นย้ำว่าฟอสเฟตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหาร ขณะที่แรร์เอิร์ธเป็นกุญแจสำคัญสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ GDP เติบโต และเกิดการจ้างงานจำนวนมาก
ความท้าทาย และการแข่งขันในระดับสากล
แม้จะมีความได้เปรียบด้านทรัพยากร แต่เอบิเกล ฮันเตอร์ ผู้อำนวยการศูนย์แร่ธาตุที่ SAFE ตั้งข้อสังเกตว่า ในตอนนี้ซาอุดีอาระเบียยังสู้กับมหาอำนาจในตลาดอย่างประเทศจีนได้ เพราะอุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นเกมที่ต้องใช้เวลายาวนาน บางเคสต้องใช้เวลานานนับสิบปีกว่าที่จะสร้างโรงงานแปรรูปหรือการเริ่มผลิตจริงได้
นอกจากนี้ การก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการแปรรูปแร่ระดับโลกยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกเป็นอุปสรรคสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความคุ้มค่าของโครงการ ซาอุดีอาระเบียจึงต้องใช้กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง เช่น การทำสัญญาอุปทานระยะยาว และการสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์แร่ธาตุ
แม้ซาอุดีอาระเบียพยายามสร้างความเชื่อมั่นผ่านการนำมาตรฐาน ESG มาใช้ในกระบวนการผลิต แต่นักวิเคราะห์มองว่าความสำเร็จที่แท้จริง จะขึ้นอยู่กับการรักษาสมดุลระหว่างการสกัดทรัพยากรกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องใช้พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีรีไซเคิลน้ำเพื่อลดผลกระทบเชิงลบ
ตอนนี้ ซาอุดีอาระเบียกำลังลงทุนในฐานข้อมูลธรณีวิทยาแห่งชาติ ซึ่งช่วยเพิ่มความครอบคลุมของการสำรวจพื้นที่เป็นอย่างมาก มีการนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลธรณีวิทยาที่มีความซับซ้อน เพื่อระบุตำแหน่งของแร่ธาตุด้วยความแม่นยำสูง ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 266 ล้านดอลลาร์ ทำให้ประเทศมีมาตรฐานข้อมูลเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ทางด้าน บันดาร์ อัล-โครายิฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและทรัพยากรธรณี กล่าวกับรอยเตอร์ว่า กองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะของซาอุดีอาระเบียกำลังวางแผนที่จะเปลี่ยนบริษัทลงทุนด้านเหมืองแร่ Manara Minerals ให้เป็น “บริษัทที่มีศักยภาพทางเทคนิค” ซึ่งจะช่วยปรับปรุงกรอบการบริหารจัดการ และการสร้างสถาบันสนับสนุนใหม่ๆ พร้อมกระตุ้นการสร้างนวัตกรรม และผู้ประกอบการรายใหม่ในอุตสาหกรรม เพื่อกำกับดูแลโครงการภายใต้วิสัยทัศน์ Vision 2030 ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ก็ตอบรับนโยบายนี้เช่นกัน บ็อบ วิลท์ ซีอีโอของบริษัท Maaden ประกาศแผนการลงทุนกว่า 110,000 ล้านดอลลาร์ ในอุตสาหกรรมโลหะ และเหมืองแร่ในทศวรรษหน้า เขายอมรับว่าซาอุดีอาระเบียไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่นี้ได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติ โดยบริษัทจะช่วยดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีจากทั่วโลกเข้ามาเสริมสร้างศักยภาพภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียบรรลุข้อตกลงกับบริษัท MP Materials ของสหรัฐ เพื่อสร้างโรงกลั่นแร่ธาตุหายากในประเทศ ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงให้กับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเทคโนโลยีของสหรัฐ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าซาอุดีอาระเบียกำลังวางตัวเป็นพันธมิตรที่สำคัญในด้านความมั่นคงทางทรัพยากรของโลก
นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังเจรจาลงทุนสร้างเหมืองในเมืองแทนบรีซ ของกรีนแลนด์ โดยซาอุดีอาระเบียจะรับหน้าที่ในการถลุงแร่ธาตุที่สกัดได้บางส่วน เพื่อป้อนเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของตน ยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทั้งการสำรวจในประเทศ และการร่วมทุนต่างประเทศจะช่วยให้ซาอุดีอาระเบียมีความยืดหยุ่นในการจัดการทรัพยากรมากขึ้น
กลยุทธ์ของซาอุดีอาระเบียถูกออกแบบมา เพื่อยกระดับสถานะทางการเมืองในระดับภูมิรัฐศาสตร์ การเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญของทรัพยากรโลกจะช่วยสร้างอิทธิพล และอำนาจให้กับประเทศในระยะยาว การเคลื่อนไหวนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของผลกำไรทางการเงินในปัจจุบัน แต่เป็นการวางรากฐานเพื่ออนาคตที่มั่นคงของประเทศ
ที่มา: Arab News, CNN, Discovery Alert, The Jerusalem Post
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





