โลกจะสามารถบรรลุอนาคตพลังงาน AI แบบ ‘Net Positive’ (การที่ AI ช่วยประหยัดและสร้างพลังงานได้มากกว่าที่มันใช้ไป) ภายในปี พ.ศ. 2578 ได้หรือไม่?” ซึ่งผลลัพธ์จากการหารือพบว่า 65% ของผู้นำทางความคิดเชื่อว่า "ทำได้" แต่มีเงื่อนไขเดียวคือ ต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้!
AI จาก "จำเลยสิ่งแวดล้อม" สู่ "อัศวินขี่ม้าขาว" ของระบบพลังงาน
ในอดีต AI ถูกตราหน้าว่าเป็นตัวการดึงไฟฟ้าจากระบบไปใช้อย่างมหาศาล แต่บนเวที WEF 2026 เหล่า CEO จากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายได้ร่วมกัน "พลิกมุมมอง" (Reframing) โดยมองว่า AI คือ กลยุทธ์สร้างความได้เปรียบ ไม่ใช่ภาระ
- เปลี่ยน Data Center เป็นทรัพย์สินของโครงข่าย: ดร. วรุณ ศิวาราม CEO ของ Emerald AI ระบุว่า "AI สามารถแก้กังวลเรื่องพลังงานของตัวเองได้ด้วยความยืดหยุ่น" โดยการเปลี่ยนศูนย์ข้อมูล (Data Center) ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยปรับสมดุลไฟฟ้าในระบบกริด (Grid Assets) ซึ่งจะช่วยปลดล็อกพลังงานที่ค้างอยู่ในระบบได้นับร้อยกิกะวัตต์
- นวัตกรรมชิปประหยัดพลังงาน: เรเน่ ฮาส CEO จาก ARM เน้นย้ำว่า ความเร็วของ AI ในปัจจุบันต้องการนวัตกรรมในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เพื่อให้การประมวลผลแรงขึ้นแต่ใช้ไฟฟ้าน้อยลงอย่างมหาศาล
ส่อง "ไทย 2569" ธง Hub ดิจิทัลเขียวแห่งอาเซียน
ในขณะที่เวทีโลกกำลังวางมาตรฐาน ประเทศไทยไม่ได้เพียงแค่นั่งฟัง แต่กำลังรุกคืบอย่างหนักเพื่อชิงส่วนแบ่งจากเค้กก้อนโตนี้
ข้อมูลล่าสุดจากรายงานของ BOI และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ระบุว่า เม็ดเงินลงทุน 5 แสนล้านบาท: จากการเดินสายโรดโชว์ของรัฐบาลไทยในช่วงปี พ.ศ. 2567-2568 ส่งผลให้ในปี พ.ศ. 2569 นี้ ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Microsoft, Google และ AWS เริ่มตอกเสาเข็มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีมูลค่าการลงทุนสะสมที่คาดการณ์ไว้สูงถึง 5 แสนล้านบาท (แหล่งที่มา: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ / สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย)
- นโยบาย "Direct PPA" ปลดล็อกพลังงานสะอาด: เพื่อตอบรับเสียงเรียกร้องจากดาวอส รัฐบาลไทยได้เริ่มทดลองใช้กลไกการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement) ซึ่งช่วยให้บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง เสริมความเชื่อมั่นให้นักลงทุนที่เน้นเป้าหมาย Net Zero
ยกระดับแรงงานสู่ "AI-Ready Workforce" ไทยกำลังเร่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน (Reskilling) รองรับ Industry 4.0 ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ Fariz Jafarov จาก C4IR เน้นย้ำว่าเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จระยะยาว
4 ฉากทัศน์โลก (Trajectories) ที่ไทยต้องเลือกเดิน
ที่ประชุม WEF ได้วิเคราะห์ทิศทางที่อาจเกิดขึ้นได้ 4 รูปแบบ จนถึงปี พ.ศ. 2578
- Trajectory 1 (ความหวังใหม่): AI และเทคโนโลยีใหม่ช่วยปฏิวัติระบบกริดไฟฟ้าให้ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด
- Trajectory 2 (มองบวกอย่างมีเงื่อนไข): การเติบโตของ AI มาพร้อมกับการใช้พลังงานสะอาด 100% และความโปร่งใสในการตรวจสอบคาร์บอน
- Trajectory 3 (ค่อยเป็นค่อยไป): การพัฒนาเกิดขึ้นแบบกระจุกตัวในประเทศที่รวยแล้ว ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและพลังงาน
- Trajectory 4 (ฉากทัศน์ที่มืดมน): AI ใช้ไฟฟ้ามหาศาลจนระบบพลังงานสะอาดผลิตไม่ทัน และกลายเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายโลกร้อน
บทพิสูจน์ "ผู้นำ" ยุคใหม่
ความสำเร็จสู่ "AI พลังงานบวก" ในปี พ.ศ. 2578 ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของวิศวกรรม แต่คือเรื่องของ "ความร่วมมือข้ามพรมแดน" การสร้างมาตรฐานกลางในการวัดประสิทธิภาพพลังงาน และการแบ่งปันข้อมูลอย่างโปร่งใส
สำหรับประเทศไทย นี่คือโอกาสทองในการเปลี่ยนผ่านจากประเทศรับจ้างผลิต สู่การเป็น "ศูนย์กลางนวัตกรรมที่รับผิดชอบต่อโลก" หากเราสามารถควบรวม "นโยบายพลังงานสะอาด" เข้ากับ "การส่งเสริม AI" ได้อย่างแนบแน่นตามแนวทางที่ดาวอสเสนอ เราจะไม่เพียงแค่ได้เงินลงทุน แต่จะได้ความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนให้คนรุ่นหลัง





