องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) องค์กรระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 และมีประเทศสมาชิก 193 ประเทศ กำลังเผชิญวิกฤติการเงินร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ จากการค้างชำระเงินสมทบของประเทศสมาชิกจำนวนมาก และกฎงบประมาณที่บังคับให้องค์กรต้องคืนเงินที่ใช้ไม่หมด ส่งผลให้ยูเอ็นเสี่ยงขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถปฏิบัติภารกิจหลัก ทั้งการรักษาสันติภาพ สิทธิมนุษยชน และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้อย่างเต็มที่
ตามกฎของยูเอ็น เงินสมทบของประเทศสมาชิกจะคำนวณตามขนาดเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ โดยสหรัฐอเมริการับผิดชอบงบประมาณหลักในสัดส่วน 22% รองลงมาคือจีนที่ 20%
ยอดค้างชำระสูงเป็นประวัติการณ์
ล่าสุด “อันโตนิโอ กูเตอร์เรส” เลขาธิการยูเอ็น ระบุผ่านจดหมายถึงเอกอัครราชทูต ซึ่งลงวันที่ 28 มกราคม 2026 ว่า ณ สิ้นปี 2025 มียอดเงินสมทบที่ค้างชำระสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2024 แม้ว่าจะมีประเทศสมาชิกมากกว่า 150 ประเทศที่ชำระเงินสมทบครบถ้วนแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตามในจดหมายไม่ได้เปิดเผยชื่อประเทศที่ยังค้างชำระ
ปัญหางบประมาณขององค์กรเป็นปัญหาเรื้อรังที่สะสมมานาน จากการที่ประเทศสมาชิกบางประเทศไม่ชำระเงินสมทบภาคบังคับครบถ้วน ขณะที่บางประเทศจ่ายเงินล่าช้า ส่งผลให้ยูเอ็นต้องดำเนินมาตรการรัดเข็มขัด ทั้งการชะลอการจ้างงานใหม่และการตัดลดค่าใช้จ่ายในหลายด้าน
“ยูเอ็นมีทางเลือกเพียงสองทาง คือ ประเทศสมาชิกต้องชำระเงินสมทบให้ครบถ้วนและตรงเวลา หรือไม่ก็ต้องปฏิรูประบบการเงินขององค์กรครั้งใหญ่ มิฉะนั้นยูเอ็นอาจเผชิญวิกฤติการเงินขั้นรุนแรงจนไม่สามารถดำเนินโครงการประจำปี 2026 ซึ่งได้รับการอนุมัติเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมาได้อย่างเต็มรูปแบบ และเงินสดในงบประมาณปกติอาจหมดลงภายในเดือนกรกฎาคมนี้”
ถึงแม้ว่า “กูเตอร์เรส” ได้จัดตั้งคณะทำงานปฏิรูปเมื่อปีที่แล้ว ภายใต้ชื่อ “UN80” เพื่อปรับลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยประเทศสมาชิกเห็นชอบให้ปรับลดงบประมาณปี 2026 ลงประมาณ 7% เหลือ 3.45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สถานการณ์การจัดเก็บเงินสมทบจากประเทศสมาชิกก็ยังปรับตัวไม่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เงินยังมาไม่ครบ แต่ต้องคืนเงินก่อน
นอกเหนือจากปัญหาการที่ประเทศสมาชิกจ่ายเงินสมทบไม่ครบหรือจ่ายล่าช้า ยูเอ็นยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างจากกฎระเบียบด้านงบประมาณที่บังคับให้องค์กรต้องคืนเงินที่ใช้ไม่หมดให้แก่ประเทศสมาชิก แม้ในความเป็นจริงเงินจำนวนดังกล่าวจะยังไม่ได้ถูกชำระเข้ามาอย่างครบถ้วนก็ตาม
ส่งผลให้เงินสดที่มีอยู่ในมือยิ่งลดลง และซ้ำเติมวิกฤติสภาพคล่องให้รุนแรงยิ่งขึ้น สถานการณ์นี้ทำให้เลขาธิการยูเอ็นเปรียบเปรยว่า องค์กรกำลังติดอยู่ใน “วงจรแบบคาฟคา” ซึ่งถูกคาดหวังให้คืนเงินที่ไม่มีอยู่จริง และสะท้อนถึงข้อจำกัดของกฎการเงินที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน
สหรัฐฯ ผู้สนับสนุนรายใหญ่ถอย
จดหมายเตือนดังกล่าวมีขึ้นระหว่างที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ปรับลดเงินสนับสนุนโดยสมัครใจให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ของยูเอ็น และถอนตัวที่จะจ่ายเงินสมทบภาคบังคับให้กับงบประมาณปกติและงบประมาณภารกิจรักษาสันติภาพ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางการเงินของยูเอ็น
เจ้าหน้าที่ยูเอ็นระบุว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ ค้างชำระเงินงบประมาณปกติของยูเอ็น 2.19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินสนับสนุนภารกิจรักษาสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่ 1.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และอีก 528 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับภารกิจรักษาสันติภาพในอดีต อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอให้แสดงความเห็นเกี่ยวกับจดหมายของกูเตอร์เรสในทันที
ทรัมป์ เปิด “Board of Peace” คู่แข่งยูเอ็น?
ทั้งนี้ “ทรัมป์” เคยตั้งคำถามต่อบทบาทและความจำเป็นของสหประชาชาติมาโดยตลอด พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ลำดับความสำคัญขององค์กร โดยระบุว่า “ยูเอ็นมีศักยภาพอย่างยิ่ง แต่ไม่ได้ใช้ศักยภาพดังกล่าวอย่างเต็มที่”
นอกจากนั้น ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา “ทรัมป์” ยังได้ประกาศเปิดตัวโครงการ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) บนเวที World World Economic Forum (WEF) 2026 ที่เมือง Davos ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าอาจถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกคู่ขนานหรือคู่แข่งกับสหประชาชาติในเวทีระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน บริบททางการเมืองระหว่างประเทศก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ของยูเอ็นซับซ้อนมากขึ้น ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และจีน ซึ่งเป็นสมาชิกถาวรที่มีอำนาจยับยั้งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้ส่งผลให้กลไกการตัดสินใจในระดับสูงสุดขององค์กรตกอยู่ในภาวะชะงักงัน





