background-default

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

'โมเลกุล' สู้โรค NCDs ไทย ใช้ AI และข้อมูลชีวภาพสร้างโภชนาการ

'โมเลกุล' สู้โรค NCDs ไทย ใช้ AI และข้อมูลชีวภาพสร้างโภชนาการ

เมื่อ "อาหาร" ไม่ใช่แค่พลังงาน แต่คือ "ยา" ที่แม่นยำที่สุดโมเลกุลอาหารนับพันชนิด พบดินที่ต่างกันทำให้คุณค่าสารอาหารต่างกันลิบลับ ด้านประเทศไทยรับลูกเร่งแก้ปัญหาสุขภาพคนไทยที่เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเฉลี่ยถึงชั่วโมงละ 37 คน

วิกฤติเงียบที่กัดกินเศรษฐกิจโลกและไทย

ในขณะที่โลกกำลังพัฒนาระบบการแพทย์ไปไกลถึงการตัดต่อยีน แต่เรากลับเผชิญกับ "วิกฤติสุขภาพระดับโลก" ที่มีต้นตอมาจากสิ่งใกล้ตัวที่สุด นั่นคือ "อาหารบนจาน" ปัจจุบันประชากรกว่าครึ่งโลกไม่สามารถเข้าถึงอาหารเพื่อสุขภาพได้ และในทุกๆ ปี ผู้คนนับล้านต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และความอ้วน

ความเสียหายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ แต่เป็น "วิกฤติการคลัง" ในสหรัฐฯ คาดว่าค่าใช้จ่ายด้านโรคหัวใจจะพุ่งแตะ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2593 ส่วนในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า โรค NCDs สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งจากค่ารักษาพยาบาลและการสูญเสียโอกาสในการทำงานของผู้ป่วยและญาติ

Periodic Table of Food Initiative (PTFI) ตารางธาตุฉบับอาหาร

เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างถอนรากถอนโคน โครงการ Periodic Table of Food Initiative (PTFI) จึงถูกตั้งขึ้นภายใต้ความร่วมมือระดับโลก เพื่อทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน นั่นคือการ "ถอดรหัสโมเลกุลอาหาร" ในอดีต เรามองอาหารเป็นเพียงคาร์โบไฮเดรต โปรตีน หรือไขมัน แต่ PTFI มองลึกลงไปว่า ในอาหารหนึ่งคำมีโมเลกุลนับพันชนิดที่มีปฏิกิริยาต่อร่างกายมนุษย์แตกต่างกัน โครงการนี้ใช้เทคโนโลยี Multi-omics (การศึกษาข้อมูลชีวภาพขนาดใหญ่) เพื่อระบุสารประกอบในอาหารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bioactive Compounds) เช่นเดียวกับการระบุ "ตัวยาสำคัญ" ในเม็ดยา

"ดินที่ต่างกัน ทำให้มะเขือเทศลูกหนึ่งเป็นยา แต่อีกลูกหนึ่งอาจเป็นแค่แป้งและน้ำ" หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจคือคุณภาพอาหารสัมพันธ์โดยตรงกับ "สุขภาพดิน" และระบบนิเวศ อาหารที่ปลูกในดินที่อุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพจะมีสารต้านการอักเสบและสารบำรุงหัวใจสูงกว่าอาหารที่ปลูกในระบบอุตสาหกรรมแบบเชิงเดี่ยวอย่างเห็นได้ชัด

บทบาทประเทศไทย ศูนย์กลางโภชนาการแม่นยำแห่งอาเซียน

ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็น "ผู้เล่นหลัก" ในแผนที่โลกครั้งนี้ โดย สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน 9 ศูนย์ความเป็นเลิศ (Centers of Excellence) ทั่วโลก และเป็นตัวแทนหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทำไมต้องเป็นไทย

  • ความหลากหลายทางโภชนาการ: ไทยมีพืชพรรณและอาหารพื้นถิ่นที่มีศักยภาพสูง เช่น ข้าวลืมผัวที่มีแอนโทไซยานินสูง หรือสมุนไพรไทยต่างๆ ที่ PTFI กำลังนำไปวิเคราะห์ในระดับโมเลกุล
  • นโยบาย "อาหารเป็นยา"กระทรวงสาธารณสุขไทยได้กำหนดให้ปี พ.ศ. 2567-2570 เป็นช่วงเวลาสำคัญในการรณรงค์การป้องกันโรคด้วยอาหาร เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ที่ปัจจุบันเสียชีวิตจากโรค NCDs เฉลี่ยชั่วโมงละ 37 คน 
  • การวิจัยเชิงรุก: นักวิจัยไทยกำลังทำงานร่วมกับ PTFI เพื่อสร้างมาตรฐานข้อมูลอาหารไทย เพื่อให้โลกได้รับรู้ว่า "แกงเลียง" หรือ "ผักพื้นบ้านไทย" มีโมเลกุลเฉพาะทางที่ช่วยลดการอักเสบได้อย่างไร

3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน: จากจานอาหารสู่ระดับยีน

1. การวัดผลที่เหนือกว่าแคลอรี (Measurement) เราจะเลิกนับแค่แคลอรี แต่จะเริ่มนับ "สารอาหารที่มีประโยชน์จริง" (Nutrient Density) เครื่องมือของ PTFI จะช่วยให้เกษตรกรไทยรู้ว่าควรปรับปรุงดินอย่างไรเพื่อให้พืชผลที่ส่งออกไปมีคุณภาพสูงที่สุดในเชิงการแพทย์

2. พลังของ AI และเครื่องมือตัดสินใจ (AI-Powered Tools) การทำงานร่วมกับสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA) นำมาสู่เครื่องมืออย่าง "Swap It Smart" ซึ่งใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลโมเลกุลอาหารเพื่อแนะนำการสลับวัตถุดิบ ตัวอย่างเช่น หากโรงเรียนในไทยต้องการทำอาหารกลางวันให้เด็ก AI จะแนะนำได้ว่าควรใช้พืชท้องถิ่นชนิดใดแทนเนื้อสัตว์แปรรูปเพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการสูงสุดในราคาที่ถูกลง

3. การเชื่อมโยงทางคลินิก (Clinical Links) เป็นครั้งแรกที่จะมีการเชื่อมโยงโมเลกุลในอาหารเข้ากับ "ตัวบ่งชี้สุขภาพ" (Biomarkers) ในเลือดโดยตรง การวิจัยนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถแนะนำคนไทยได้ว่า "สำหรับยีนและความดันเลือดของคุณ คุณควรทานผักชนิดนี้ที่ปลูกในจังหวัดนี้" ซึ่งเป็นการรักษาแบบจำเพาะบุคคล (Personalized Nutrition)

ก้าวต่อไปของสุขภาพคนไทย

ดร.ราจิฟ ชาห์ ประธานมูลนิธิร็อกเกี้เฟลเลอร์ เน้นย้ำว่า ความเข้าใจเรื่องอาหารระดับโมเลกุลคือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกสุขภาพตลอดชีวิต และสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนทั้งต่อคนและต่อโลก

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายถัดไปคือการนำข้อมูลเหล่านี้มาปรับใช้ในระดับนโยบาย ตั้งแต่การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ไปจนถึงการปรับปรุงฉลากโภชนาการที่บอกมากกว่าแค่ไขมันหรือน้ำตาล แต่บอกถึง "พลังในการเยียวยา" ของอาหารชนิดนั้นๆ

การเปลี่ยนผ่านจาก "การรักษา" ไปสู่ "การป้องกัน" ด้วยความแม่นยำระดับโมเลกุลไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และด้วยความร่วมมือของสถาบันชั้นนำในไทย เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ "ยาที่กินง่ายที่สุด" ก็คืออาหารมื้อถัดไปของคุณนั่นเอง

ที่มา : American Heart Association