กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ในการบริหารจัดการน้ำที่ไม่ใช่แค่เรื่องของฝนตกอีกต่อไป แต่คือความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ยากจะควบคุม โดยปัจจุบัน กทม. ได้จำแนกที่มาของปัญหาน้ำท่วมออกเป็น "3 น้ำ" หลัก คือ น้ำฝนที่ตกในพื้นที่, น้ำเหนือจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา และน้ำทะเลหนุน ซึ่งแต่ละส่วนต้องการวิธีการรับมือที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
จาก "อดีต" ถึง "ปัจจุบัน" แก้ปมน้ำท่วมด้วยหลักวิทยาศาสตร์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในงาน เวทีเสวนาเรื่อง “กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” (Water Resilience Forum 2026) หัวข้อ From Risk to Action ว่าหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาน้ำในเมืองคือการยอมรับความจริงว่า พื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ต่ำกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นการระบายน้ำฝนออกสู่แม่น้ำจึงต้องพึ่งพาการ "ปิดล้อมและดูดออก" เกือบ 100% ผ่านระบบท่อ คูคลอง และอุโมงค์ระบายน้ำ
จากการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ พบว่าในอดีตกรุงเทพฯ มีจุดน้ำท่วมซ้ำซากถึง 737 จุด ปัจจุบัน กทม. ได้นำข้อมูลเหล่านี้มาแก้ไขไปแล้วกว่า 383 จุด และอยู่ระหว่างดำเนินการอีกหลายแห่ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือบริเวณหน้าศาลอาญารัชดา ซึ่งเป็นจุดที่แก้ไขยากจนต้องใช้โครงการย่อยถึง 8 โครงการร่วมกันเพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาให้ได้
อนาคตของคนกรุง เตือนภัยถึงประตูบ้านด้วย Cell Broadcast
กทม. กำลังยกระดับการเตือนภัยด้วยการนำระบบ Cell Broadcast มาใช้ ซึ่งได้เริ่มทดสอบไปแล้วกับเรื่องฝุ่น PM 2.5 และมีแผนจะขยายผลมาสู่เรื่องน้ำท่วม, นอกจากนี้ยังมีการทำ Flood Modeling เพื่อจำลองสถานการณ์ฝนตกหนัก เช่น หากฝนตก 300 มิลลิเมตรใน 1 ชั่วโมง จะส่งผลกระทบต่อซอยไหนหรือหมู่บ้านไหนบ้าง
"ในอนาคต แผนการอพยพจะละเอียดไปถึงระดับบ้านเลขที่" เพื่อให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าหากเกิดวิกฤติ บ้านของตนจะต้องเตรียมตัวอย่างไร หรือต้องย้ายไปอยู่ที่ไหนหากเป็นบ้านชั้นเดียว
ความท้าทายระยะยาว น้ำทะเลหนุนสูง ภัยเงียบในอีก 20 ปี
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในระยะยาวคือน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ได้เพียงแค่ในกรุงเทพฯ กทม. ปัจจุบันใช้วิธีเสริมความสูงของเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีระยะทางกว่า 88 กิโลเมตร ให้มีความสูงตั้งแต่ 2.80 ถึง 3.50 เมตร เพื่อสู้กับระดับน้ำ
อย่างไรก็ตาม หากระดับน้ำทะเลยังคงสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต ประเทศไทยอาจต้องพิจารณาโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ระดับเดียวกับเนเธอร์แลนด์หรือเวนิส เช่น การสร้างประตูกั้นน้ำที่ปากแม่น้ำ หรือการยกถนนให้เป็นแนวคันกั้นน้ำ (Dyke) ครอบคลุมพื้นที่ 4 ลุ่มน้ำสำคัญ ได้แก่ แม่กลอง, ท่าจีน, เจ้าพระยา และบางปะกง เพื่อปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน





