ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น "ท่าเรือ" ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก กำลังกลายเป็นปราการด่านแรกที่ต้องรับศึกหนัก ข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นสถิติที่น่าตกใจว่า ท่าเรือกว่า 86% ทั่วโลกกำลังเผชิญกับภัยคุกคามสะสม ทั้งระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น พายุหมุนเขตร้อน และน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งหากไม่รีบลงมือแก้ไข ผลกระทบนี้จะ "ส่งออก" ความเสียหายไปยังทุกห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
สัญญาณเตือนภัย 40 เซนติเมตรที่เปลี่ยนโลก
รายงานจากโครงการ Nature and People Positive Ports ระบุว่า หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเพียง 40 เซนติเมตร ท่าเรือยักษ์ใหญ่อย่าง เซี่ยงไฮ้ (จีน), ฮิวสตัน (สหรัฐฯ) และลาซาโร คาร์เดนาส (เม็กซิโก) อาจต้องจมอยู่ใต้น้ำหรือหยุดชะงักการทำงาน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล ปัจจุบันความสูญเสียจากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับท่าเรือมีมูลค่าสูงถึง 2.5 - 3.6 แสนล้านบาทต่อปี และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านบาท ภายในปี พ.ศ. 2593 หากไม่มีการปรับตัวอย่างเป็นรูปธรรม
Nature & People Positive ปฏิวัติแนวคิดท่าเรือยุคใหม่
คำตอบของวิกฤตินี้ไม่ใช่แค่การสร้างเขื่อนกั้นน้ำที่สูงขึ้น แต่คือการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลที่เรียกว่า "ท่าเรือที่เป็นบวกต่อธรรมชาติและผู้คน"
1. Nature-Positive (ธรรมชาติเป็นบวก): เลิกมองว่าธรรมชาติคืออุปสรรค แต่ให้มองว่าเป็นพันธมิตร เช่นการสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว" (Green Infrastructure) แทนคอนกรีตล้วน ๆ การฟื้นฟูป่าชายเลนและแนวปะการังเพื่อเป็นปราการลดแรงคลื่นธรรมชาติ การบริหารจัดการขยะแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฮโดรเจนหรือไฟฟ้าในเรือสินค้า
2. People-Positive (ผู้คนเป็นบวก): การสร้างท่าเรือที่ชุมชนรอบข้างไม่รู้สึกว่าเป็น "มลพิษ" แต่เป็น "โอกาส" ผ่านการจ้างงานทักษะสูงในเศรษฐกิจสีเขียว การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการใช้พื้นที่ท่าเรือเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งจะช่วยสร้าง "Social Licence" หรือการยอมรับจากสังคมที่เงินก็ซื้อไม่ได้
ส่องสถานการณ์ "ท่าเรือไทย" รับมืออย่างไรในวันที่น้ำจ่อปากอ่าว?
ประเทศไทยซึ่งมีท่าเรือแหลมฉบังเป็นหัวใจหลักในการส่งออก ก็กำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมินี้เช่นกัน โดยมีประเด็นที่น่าจับตามองดังนี้
- ยุทธศาสตร์ Green Port ของไทย: รายงานแผนวิสาหกิจ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้เริ่มนำร่องการเป็นท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Port) โดยเฉพาะที่ ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนรถหัวลากเป็นระบบไฟฟ้า (EV) และการใช้ระบบ Automation เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน
- ความเสี่ยงของท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย): ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าเรือกรุงเทพมีความเสี่ยงสูงจากปัญหาน้ำหนุนและน้ำท่วมขัง การปรับปรุงพื้นที่ในโครงการ Smart Community จึงไม่ใช่แค่เรื่องที่อยู่อาศัย แต่คือการออกแบบเมืองท่าเรือที่รับมือกับน้ำท่วมได้ (Resilient City)
- โอกาสจากอุตสาหกรรมใหม่: รายงานระบุว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ท่าเรือสีเขียวจะสร้างงานใหม่ทั่วโลกได้ถึง 13.3 ล้านตำแหน่งภายในปี พ.ศ. 2593 ซึ่งไทยมีโอกาสสูงในการเป็นศูนย์กลางซ่อมบำรุงเรือพลังงานสะอาดในภูมิภาคอาเซียน
ตัวเลขแห่งโอกาส 1.9 ล้านล้านบาทที่รออยู่
หากผู้ประกอบการท่าเรือและรัฐบาลร่วมมือกัน การปรับปรุงท่าเรือให้เป็นมิตรต่อโลกจะสร้างโอกาสทางธุรกิจมูลค่าสูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท ภายในปี พ.ศ. 2573 คริสโตเฟอร์ โรดริเกซ ประธานมูลนิธิ Lloyd’s Register ระบุว่า "นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการรักษาความสามารถในการแข่งขัน ท่าเรือที่ปรับตัวไม่ทันจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับมูลค่าทรัพย์สินที่ลดลง"
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และนักลงทุนภาคเอกชน คือหัวใจสำคัญ ท่าเรือไทยต้องก้าวข้ามการเป็นเพียง "จุดขนถ่ายสินค้า" ไปสู่การเป็น "ศูนย์กลางฟื้นฟูระบบนิเวศและเศรษฐกิจ" เพื่อให้มั่นใจว่าในวันที่น้ำทะเลสูงขึ้น เศรษฐกิจของไทยจะยังคงลอยตัวอยู่ได้บนความยั่งยืน
ที่มา : World Economic Forum





