การ "สู้กับน้ำ" เป็น "การอยู่กับน้ำอย่างยั่งยืน" พร้อมเปิดโมเดลความร่วมมือกับ MIT และ 4 จังหวัดนำร่อง หวังสร้าง "ซูเปอร์ทีม" ปกป้องเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตคนไทยจากสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงสุดขั้ว
รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ทั้งจากปัญหา “น้ำเหนือ” “น้ำทะเลหนุน” และสภาวะ “ฝนสุดขั้ว” (Extreme Rain) หรือ “ฝนแช่” โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งมีปริมาณฝนตกลงมาสูงถึง 1,250 มม. ภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ หรือคิดเป็น 80% ของปริมาณฝนทั้งปี, สภาวะเช่นนี้สร้างความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งมิติเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
บทเรียนราคาแพงจากมหาอุทกภัยปี 54 และความเสี่ยงในอนาคต
หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 มหาอุทกภัยได้สร้างความเสียหายแก่ประเทศไทยสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 70% ของงบประมาณแผ่นดินในปีนั้น โดยผลกระทบกว่า 90% ตกอยู่กับภาคเอกชน, ดร.วิทยา ระบุว่าหากเกิดวิกฤตน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครอีกครั้ง ความสูญเสียอาจพุ่งสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที จากการหยุดชะงักของธุรกิจ การจราจร และภัยพิบัติที่เกิดกับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีมากกว่า 600,000 ราย ใน 37 จังหวัดทั่วประเทศที่ยังขาดแคลนศูนย์พักพิงรองรับ
ปิดภารกิจศูนย์ "กันก่อนท่วม" และยุทธศาสตร์ 5 มิติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้จัดตั้งศูนย์ “กันก่อนท่วม” เพื่อเป็นกลไกหลักในการประสานความร่วมมือและสื่อสารข้อมูลป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า โดยใช้ฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่ไม่ซ้ำซ้อนกับงานภาครัฐ, โดยได้เสนอแนวทาง 5 มิติ สู่ “เมืองแห่งความเสถียรภาพ (The Resilient Metropolis)” ดังนี้
- มิติที่ 1: พลิกโฉมวิศวกรรม (Engineering Reinforcement) เร่งเสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น อุโมงค์ระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำ โดยผสานเทคโนโลยี AI ข้อมูลเรียลไทม์ และระบบดิจิทัล เพื่อคาดการณ์และเตรียมการรับมือฝนสุดขั้วอย่างมีประสิทธิภาพ
- มิติที่ 2: การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ (River Basin Management) ขยายขอบเขตการป้องกันจากระดับเมืองสู่ระดับลุ่มน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ใช้แบบจำลองอุทกพลศาสตร์และเทคโนโลยีดาวเทียมประเมินมวลน้ำส่วนเกิน เพื่อบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ และพื้นที่เศรษฐกิจ
- มิติที่ 3: นวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation) ถอดบทเรียนจากความสำเร็จสากล เช่น ระบบป้องกันน้ำทะเลของเนเธอร์แลนด์ อุโมงค์ยักษ์ใต้ดินของญี่ปุ่น และแนวคิดเมืองฟองน้ำ (Sponge City) ของจีนและสิงคโปร์ โดยนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบททางกายภาพและวัฒนธรรมของไทย
- มิติที่ 4: การปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำ (Adaptive Strategy) เปลี่ยนแนวคิดจากการพยายามเอาชนะธรรมชาติ มาเป็นการ “อยู่กับน้ำ” ผ่านการวางผังเมืองที่ยืดหยุ่น การใช้โครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว และการร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจาก MIT ในการออกแบบอาคารและเมืองที่รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติ
- มิติที่ 5: ขับเคลื่อนด้วยวิจัยและข้อมูลอัจฉริยะ (Smart Data & Research) ใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Fact-based) เป็นฐานในการกำหนดนโยบาย พัฒนาแบบจำลองพยากรณ์ฝนที่แม่นยำระดับรายชั่วโมงหรือรายนาที และสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน
ผนึกกำลัง MIT และ 4 จังหวัดนำร่อง นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังได้ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ดำเนินโครงการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจใน 4 พื้นที่ต้นแบบ ได้แก่:
- น่าน: มุ่งรักษาป่าต้นน้ำและสร้างฝายเพื่อชะลอน้ำ ลดการเกิดภัยพิบัติ
- ชัยนาท: ปรับพฤติกรรมเกษตรกรและวางแผนจัดการน้ำเพื่อเพิ่มรายได้
- นครปฐม: บริหารจัดการคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำท่าจีน เพื่อเพิ่ม GDP ของจังหวัด
- กรุงเทพฯ: พัฒนาระบบติดตามและพยากรณ์ฝนที่แม่นยำฉับไวเพื่อความปลอดภัยของเมือง
การแก้ปัญหาน้ำของประเทศไม่สามารถทำได้โดยลำพัง แต่ต้องการ “ซูเปอร์ทีม (Super Team)” จากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน วิชาการ และชุมชน เพื่อร่วมกันสร้างความเชื่อมั่น ลดความสูญเสีย และนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืนเพื่ออนาคตของลูกหลาน





