วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘แม่ฟ้าหลวง’ วิจัย 40 สายพันธุ์กาแฟสู้โลกร้อน ต่อยอดพืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน

‘แม่ฟ้าหลวง’ วิจัย 40 สายพันธุ์กาแฟสู้โลกร้อน  ต่อยอดพืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน

กลิ่นหอมกรุ่น และรสชาติเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของกาแฟเกชา (Gesha) เมนูพิเศษที่เสิร์ฟที่ร้าน The Coffee House by DoiTung ชั้น 3 อาคาร One Bangkok โซน Parade ถือเป็นหนึ่งไฮไลต์ของกาฟสายพันธุ์พิเศษ จากแหล่งเพาะปลูกคุณภาพสูง ดอยตุง จ.เชียงราย ที่สามารถปลูกกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าที่หายากและมีชื่อเสียง เป็นกาแฟเอกลักษณ์เฉพาะของดอยตุงที่ได้รับการเก็บเกี่ยวและแปรรูปอย่างพิถีพิถัน เน้นรสชาติที่สะอาดบริสุทธิ์ (Clean Flavor) เพื่อให้คอกาแฟได้ลิ้มรสชาติยอดเยี่ยม

เบื้องหลังความสำเร็จของการปลูกกาแฟคุณภาพสูงของโครงการดอยตุง คือ กลไกสำคัญที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาต่อเนื่องกว่า 37 ปี โดยใช้แนวคิดการพัฒนากาแฟควบคู่กับการฟื้นฟูป่า และการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับคนในพื้นที่ดอยตุง โดยไม่ได้มอง “กาแฟ” เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจ แต่เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงสิ่งแวดล้อม ชุมชน และตลาดเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน และให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน

 นายประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่าแนวคิดหลักของดอยตุงคือ “ปลูกป่า ปลูกคน” เริ่มจากการฟื้นฟูป่าต้นน้ำก่อนต่อยอดสู่การสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชน

โดยตลอดเวลากว่า 37 ปีที่ผ่านมาดอยตุงมุ่งพัฒนาพืชเศรษฐกิจหลัก 2 ชนิด คือ กาแฟ และแมคคาเดเมีย ปัจจุบันมูลนิธิฯ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับซื้อผลผลิต แต่มีทีมส่งเสริมที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิดตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์ การดูแลต้นให้สมบูรณ์ ไปจนถึงการเพิ่มคุณภาพผลผลิตซึ่งสะท้อนจากสถานการณ์ราคากาแฟในปีนี้ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

‘แม่ฟ้าหลวง’ วิจัย 40 สายพันธุ์กาแฟสู้โลกร้อน  ต่อยอดพืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน

“ปีนี้เป็นปีแรกที่ฤดูกาลรับซื้อกาแฟเริ่มต้นด้วยราคาที่กระโดดเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปกติ 27 – 28 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 40 บาท เพิ่มขึ้นเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นโดยตรงของเกษตรกรด้วย ขณะที่สภาพอากาศร้อนขึ้น แห้งขึ้น ผลผลิตยากขึ้น ต้องดูแลมากขึ้น ราคากาแฟในอนาคตจึงไม่น่าจะลงไปมาก”

  • เป้าหมายเพิ่มรายได้ชุมชนยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของดอยตุงไม่ได้หยุดอยู่ที่ราคาตลาดแต่คือการยกระดับรายได้ของชุมชนผ่านการแปรรูปในพื้นที่ จากเดิมที่เกษตรกรขายกาแฟในรูปเชอร์รี่ไปสู่การขายเป็นกะลา หรือสารกาแฟที่มีราคาสูงมากขึ้น โดยหากเกษตรกรขายเชอร์รี่ได้ 40 บาท แต่ถ้าเขาแปรรูปเป็นกะลาได้ ราคาจะขยับขึ้นเป็น 200 กว่าบาท เพิ่มมูลค่าได้ 5 – 6 เท่า เราจึงเข้าไปช่วยเรื่องเครื่องมือแปรรูป เพื่อให้เกิดการแปรรูปในชุมชนจริง ๆ

‘แม่ฟ้าหลวง’ วิจัย 40 สายพันธุ์กาแฟสู้โลกร้อน  ต่อยอดพืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน

ขณะเดียวกัน การแปรรูปกาแฟในพื้นที่มาพร้อมความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะปัญหาน้ำเสียจากกระบวนการผลิต ซึ่งคุณประเสริฐระบุว่าดอยตุงได้พัฒนาโมเดลการจัดการสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

“เรามีศูนย์สิ่งแวดล้อม มีบ่อบำบัดน้ำจากการแปรรูป เติมอากาศและฟื้นฟูคุณภาพน้ำก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติถ้าทำได้สำเร็จ ชุมชน 5 – 6 ชุมชนสามารถรวมกันใช้จุดแปรรูปเดียวกันได้ทั้งเพิ่มรายได้และดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน”

นายประเสริฐกล่าวต่อว่าโมเดลดังกล่าวจะช่วยให้มูลนิธิฯ สามารถซื้อกะลาและสารกาแฟจากชุมชนเพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อได้โดยไม่จำเป็นต้องทำทุกขั้นตอนเองทั้งหมด

สำหรับความต้องการกาแฟในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 70,000 – 80,000 ตันต่อปี ขณะที่กำลังการผลิตในประเทศอยู่ที่ราว 30,000 ตัน ทำให้ไทยยังจำเป็นต้องนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศ แม้ผู้ประกอบการรายใหญ่จะมีเป้าหมายใช้กาแฟไทยมากขึ้นก็ตาม 

นอกจากนี้ในอนาคตภารกิจของมูลนิธิฯคือการเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตกาแฟและกระทบกับอาชีพของผู้ปลูกกาแฟในชุมชนได้ ดอยตุงจึงได้พัฒนากาแฟพรีเมียมและสเปเชียลตี้ควบคู่กับงานวิจัย โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กาแฟสายพันธุ์พิเศษ และการทดลองสายพันธุ์ที่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

‘แม่ฟ้าหลวง’ วิจัย 40 สายพันธุ์กาแฟสู้โลกร้อน  ต่อยอดพืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน

ในส่วนของกาแฟสายพันธุ์พิเศษ มูลนิธิฯ ทดลองปลูกสายพันธุ์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการปลูกในดอยตุงและประเทศไทยและนำมาจำหน่ายผ่านร้าน The Coffee House by DoiTung, One Bangkok ชั้น 3 โซน Parade ซึ่งตั้งใจให้เป็นพรีเมียมสโตร์ เพื่อสะท้อนว่ากาแฟไทยมีคุณภาพไม่แพ้ต่างประเทศ โดยกาแฟสายพันธุ์พิเศษที่จำหน่าย อาทิ Gesha Washed Process Light Roast, Gesha Honey Process Light Roast, Typica Dry Natural Process Light Roast, Typica Washed Process Light Roast เป็นต้น

  • วิจัยสายพันธุ์กาแฟรับมือโลกร้อน

ส่วนของการวิจัยและทดลองสายพันธุ์ที่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มเห็นได้ชัด แม้ในพื้นที่ดอยตุงที่มีแนวโน้มอุณหภูมิสูงขึ้นและสภาพอากาศแห้งแล้งมากขึ้นดอยตุงจึงนำกาแฟสายพันธุ์ต่าง ๆ มาทดลองปลูกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง โดยหากการทดลองประสบผลสำเร็จจะสามารถนำไปใช้เป็นทางเลือกใหม่ในการสนับสนุนเกษตรกรในอนาคต กรณีที่สายพันธุ์เดิมไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศ หรือโรคและแมลงได้

สำหรับการพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ ดอยตุงมองโจทย์ความยั่งยืนของเกษตรกรเป็นหลักโดยตระหนักว่าหากอุณหภูมิโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้นกาแฟสายพันธุ์ที่ปลูกอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันอาจไม่สามารถต้านทานโรคและสภาพแวดล้อมได้ในระยะยาว มูลนิธิฯ จึงดำเนินการศึกษาวิจัยและรวบรวมกาแฟกว่า 30 – 40 สายพันธุ์ ทดลองปลูกในระดับความสูงที่แตกต่างกัน เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ในอนาคต และสร้างความต่อเนื่องและความมั่นคงให้กับการเพาะปลูกของชุมชน

‘แม่ฟ้าหลวง’ วิจัย 40 สายพันธุ์กาแฟสู้โลกร้อน  ต่อยอดพืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน

“ธุรกิจเพื่อสังคมที่ดำเนินการไม่ได้มุ่งเน้นการสร้างกำไรสูงสุดแต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ผ่านการทำงานวิจัยในพื้นที่จริงทดสอบในทุกระดับความสูง และทำงานร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนหลากหลายเชื้อชาติ ซึ่งทำให้เกิดองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่”

ขณะเดียวกัน มูลนิธิฯ ยังขยายผลการทำงานไปยังพื้นที่และจังหวัดอื่นผ่านทีมส่งเสริมการเกษตรในหลายพื้นที่ อาทิ จังหวัดน่าน และประเทศเมียนมาซึ่งดำเนินโครงการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ในพื้นที่ปลูกฝิ่นเพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่การปลูกกาแฟและข้าวโพดแบบไม่เผาสร้างทางเลือกด้านอาชีพที่สอดคล้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อม

  • เล็งทำกาแฟคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์

สำหรับการต่อยอดเชิงตลาด มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรระยะยาว โดยในช่วงที่ผ่านมาได้พัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟแปรรูปที่มีการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint: CFP) ซึ่งประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิตและนำคาร์บอนเครดิตมาใช้เพื่อลดหรือชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์กาแฟคาร์บอนนิวทรัลของดอยตุงได้รับการตอบรับที่ดี

โดยมีการจำหน่ายให้กับลูกค้าองค์กรและกลุ่มธุรกิจแบบ B2B (สามารถนำไปใช้ในการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 ขององค์กร) โดยตัวอย่างลูกค้าองค์กร  อาทิ การบินไทย ซึ่งปัจจุบันใช้กาแฟดอยตุงเสิร์ฟบนเครื่องทั้งหมด