น้ำท่วมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือประเทศไทยยังติดอยู่กับปัญหาเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในวันที่โลกเปลี่ยนเร็ว สภาพอากาศผันผวน และความเสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี บททดสอบว่าระบบคิดของสังคมไทยพร้อมแค่ไหน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงขยับบทบาทจากสถาบันการศึกษา สู่องค์กรที่หาทางแก้ โดยเปิดศูนย์ “กันก่อนน้ำท่วม"
ถอดบทเรียนน้ำท่วมซ้ำซาก “เราต้องฉลาดขึ้นทุกปี”
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวบนเวที เวทีเสวนา “กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” ว่า ปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่ปัญหาเดิมยังคงเกิดซ้ำซากสะท้อนว่าเรายังถอดรหัสบทเรียน (Lesson Learned) ได้ไม่ดีพอ
“เราแก่ขึ้นทุกปี แต่เราต้องฉลาดขึ้นทุกปีเช่นกัน” และหากเรายังใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ในโลกที่เล็กลงและซับซ้อนขึ้นอย่างในปัจจุบัน ก็จะไม่สามารถก้าวข้ามวิกฤตได้"
หัวใจสำคัญของการจัดการครั้งนี้คือการเปลี่ยนจาก "การเติบโตในแนวราบ" หรือการทำงานรูทีนแบบเดิม ไปสู่การสร้าง นวัตกรรมและนวัตกร โดยท่านชี้ให้เห็นว่าบทบาทของจุฬาฯ ไม่ใช่แค่การสร้างสิ่งประดิษฐ์ แต่คือการสร้าง “นวัตกร” (Innovator) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่จะนำพาการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคม
“ศูนย์กันก่อนท่วม” บูรณาการทุกมิติ กายภาพ-จิตใจ-การเงิน
การจัดตั้ง “ศูนย์กันก่อนท่วม” ในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อจัดการปัญหาตั้งแต่ “ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” โดยไม่รอให้เกิดเหตุการณ์แล้วค่อยแก้ไข แต่เน้นไปที่การหาสาเหตุที่แท้จริง เช่น การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และการสอดประสานงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ซึ่งอธิการบดีจุฬาฯ มองว่าการจัดการต้องครอบคลุม 3 มิติหลัก
- ด้านกายภาพ: ใช้ความรู้ทางวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐาน
- ด้านสุขภาพจิต: การเยียวยาผู้ประสบภัยที่สูญเสีย ซึ่งมักถูกละเลยหลังน้ำลด
- ด้านสุขภาพเงิน: การนำหลักเศรษฐศาสตร์และการประกันภัยมาบริหารความเสี่ยงจากวิกฤติ
ปฏิรูปการศึกษา จาก Knowledge-based สู่ Wisdom-based
โดยเปรียบเทียบว่าการที่นิสิตนักศึกษารู้เพียงสูตรเคมีของน้ำอย่าง H2O หรือคำนวณความสูงของคลื่นได้ตามตำรา แต่จัดการน้ำท่วมจริงไม่ได้ คือสิ่งที่สะท้อนถึงคำว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด”
ดังนั้น จุฬาฯ จึงมุ่งปรับบทเปลี่ยนจากฐานความรู้ (Knowledge-based) ไปสู่ ฐานปัญญา (Wisdom-based) และ ฐานประสบการณ์จริง (Experience-based) เพื่อสร้างสิ่งที่ท่านเรียกว่า Global Citizen หรือพลเมืองโลกที่ตระหนักถึงปัญหาของสังคมและโลกไปพร้อมกับการพัฒนาตนเอง
เปิดตัว 2 วิทยาลัยใหม่ “จุฬาฯ รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง”
เพื่อขยายขอบเขตปัญญาไปสู่ระดับประเทศ จุฬาฯ ได้เปิดตัววิทยาลัยใหม่ 2 แห่ง
- วิทยาลัยวิทยาศาสตร์บูรณาการ: มุ่งเน้นการจัดการวิกฤติ (Crisis Management) โดยการประสานศาสตร์จากหลายภาคส่วน
- วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อประชาชน: ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้จุฬาฯ ไม่ได้เป็นเพียงมหาวิทยาลัยของนิสิตเท่านั้น แต่เป็นของประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะจบการศึกษาในระดับใด แม้แต่ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในป่าหรือถิ่นทุรกันดาร ก็สามารถเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์และได้รับเกียรติภูมิในฐานะผู้เรียนของจุฬาฯ ได้
ก้าวสู่ปี 2569 แม้จะ “หกล้ม” แต่เราจะ “ก้าว” ไปด้วยกัน
ความคาดหวังในปี 2569 โดยเปรียบเปรยถึงเลขปีว่า “69 คือ หกล้ม” ซึ่งอาจหมายถึงอุปสรรคหรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่ยืนยันว่าด้วยพลังแห่งน้ำใจและความร่วมมือของคนไทย เราจะเปลี่ยนการหกล้มเป็นการ “ก้าว” ไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
“น้ำใจที่ออกมาจากใจคน ต้องไม่ใช่มีแค่เพื่อตัวเอง แต่ต้องมีเพื่อครอบครัว สังคม และโลกด้วย” อธิการบดีกล่าว





