“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ทำให้อุณหภูมิที่สูงขึ้นจนทำลายสถิติ ส่งผลให้ฤดูหนาวสั้นลง และมีหิมะน้อยลงทั่วโลก สร้างความท้าทายในการจัดแข่งกีฬาที่ต้องพึ่งพาสภาพอากาศหนาวจัด และหิมะหนาแน่น โดยเฉพาะ “โอลิมปิกฤดูหนาว”
ปัจจุบันภาพของลานสกีที่เคยปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน เริ่มถูกแทนที่ด้วยร่องรอยของหิน ดิน และโคลน โดยมีเพียงทางวิ่งหิมะเทียมแคบๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประคองการแข่งขันเอาไว้ ทำให้ในตอนนี้มีเมืองที่พร้อมเป็นเจ้าภาพในการจัดโอลิมปิกฤดูหนาวน้อยลงอย่างต่อเนื่อง
ตามข้อมูลจากงานวิจัยของคณะนักวิจัยนานาชาติ ระบุว่าในบรรดาสถานที่บนภูเขา 93 แห่งที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมสำหรับการแข่งขันระดับโลกในปัจจุบัน จะมีเพียง 52 แห่งเท่านั้น ที่ยังคงมีระดับหิมะ และอุณหภูมิที่เย็นเพียงพอสำหรับการจัดงานในช่วงทศวรรษ 2050 หากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังคงอยู่ในระดับสูง ตัวเลขนี้จะลดลงเหลือเพียง 30 แห่งภายในทศวรรษ 2080
ดร.แดเนียล สก็อตต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์ และการจัดการสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยวอเตอร์ลู กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ของสถานที่จัดงานโอลิมปิก และพาราลิมปิกฤดูหนาว เราเหลือตัวเลือกในการจัดการแข่งขันไม่มากนัก”
คำเตือนนี้ตอกย้ำว่าแผนที่ของกีฬาฤดูหนาวกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่โดยสภาวะโลกร้อน ซึ่งจำกัดทางเลือกของมนุษยชาติให้เหลือเพียงไม่กี่จุดบนโลกที่ยังคงความหนาวเย็นไว้ได้
นักวิทยาศาสตร์ใช้เกณฑ์ที่เรียกว่า “หน้าผาอุณหภูมิ -8 องศาเซลเซียส” ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พื้นที่หนึ่งๆ สูญเสียความสามารถในการกักเก็บหิมะ เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นเกินระดับนี้ ความผันแปรของอากาศจะทำให้เกิดวันที่อุณหภูมิสูงกว่าจุดเยือกแข็งมากขึ้น ส่งผลให้หิมะละลายอย่างรวดเร็วแม้ในช่วงกลางฤดูหนาว
ผลกระทบนี้ ทำให้เมืองที่เคยเป็นเจ้าภาพในอดีตหลายแห่งไม่สามารถเป็นเจ้าภาพได้อีกในอนาคต เพราะไม่สามารถรับประกันคุณภาพหิมะที่ปลอดภัยได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเมืองเกรอนอบล์ และชาโมนิกซ์ในฝรั่งเศส รวมถึงโซชีในรัสเซีย จะไม่มีความน่าเชื่อถือทางสภาพภูมิอากาศ ภายในปี 2050
ขณะที่ แวนคูเวอร์ ออสโล และซาราเยโว ก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากการละลายของหิมะ และความร้อนที่เพิ่มขึ้น แม้แต่ยูทาห์ในสหรัฐ ซึ่งวางแผนจะเป็นเจ้าภาพในปี 2034 ก็เริ่มเผชิญกับความไม่แน่นอนจากอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 2.4 องศาเซลเซียส ในช่วงต้นฤดูกาล
นอกจากโอลิมปิกแล้ว กีฬาพาราลิมปิกฤดูหนาวกลับเป็นรายการที่ได้รับผลกระทบรุนแรงยิ่งกว่า เนื่องจากปกติจะจัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเริ่มอุ่นขึ้น อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้พื้นผิวหิมะอ่อนตัวลง และกลายเป็นโคลน ซึ่งสร้างความยากลำบาก และอันตรายต่อนักกีฬาพาราลิมปิกที่ต้องใช้สมรรถภาพทางกายในสภาพพื้นที่ที่ไม่มั่นคง
ความเสี่ยงนี้ทำให้คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ตระหนักว่าความยั่งยืนของพาราลิมปิกคือ ตัวชี้วัดความอยู่รอดของทั้งระบบ เพราะหากพาราลิมปิกจัดไม่ได้ โอลิมปิกก็ย่อมสั่นคลอนเช่นกัน
ทางออกการจัด “โอลิมปิกฤดูหนาว”
สำหรับการแก้ไขปัญหานี้ IOC กำลังพิจารณาปรับเปลี่ยนตารางการแข่งขันให้เร็วขึ้นกว่าเดิม โดยอาจเลื่อนการจัดงานทั้งโอลิมปิก และพาราลิมปิกขึ้นมาประมาณ 3 สัปดาห์ เพื่อให้การแข่งขันจบลงก่อนที่ความร้อนในเดือนมีนาคม จะมาถึง การย้ายการแข่งขันไปจัดในช่วงกลางเดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธ์ จะช่วยเพิ่มจำนวนสถานที่ ที่เชื่อถือได้ให้มากขึ้นเป็นเท่าตัวสำหรับพาราลิมปิก
แต่หากเลื่อนเวลาจัดให้เร็วขึ้น ก็จะซ้อนทับกับช่วงเทศกาลวันหยุด และตารางถ่ายทอดสกีระดับโลกรายการอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
การปรับตัวในเชิงยุทธศาสตร์การคัดเลือกเจ้าภาพก็ถูกนำมาใช้ โดย IOC เริ่มพิจารณาแนวทางหมุนเวียนเจ้าภาพ เฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมทางภูมิอากาศถาวร พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับสถานที่ ที่มีโครงสร้างพื้นฐานเดิมอยู่แล้วอย่างน้อย 80% เพื่อลดการทำลายสิ่งแวดล้อมจากการก่อสร้างใหม่ ตัวอย่างเช่น สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีมาตรฐานการรักษาภูมิอากาศสูง และมีระบบขนส่งสาธารณะที่ยอดเยี่ยม เป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักสำหรับการจัดงานในอนาคต
คาร์ล สตอส ประธานคณะกรรมการคัดเลือกเจ้าภาพในอนาคตของ IOC กล่าวถึงความจำเป็นในการจำกัดวงเจ้าภาพไว้ว่า “ภายในช่วงกลางศตวรรษนี้ เราอาจจะมีเพียง 10-12 ประเทศเท่านั้น ที่มีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นเพียงพอสำหรับการจัดกีฬาฤดูหนาว”
นั่นหมายความว่า ในอนาคตอันใกล้โอลิมปิกฤดูหนาวจะไม่ใช่เรื่องของทั่วโลก แต่จะกลายเป็นเพียงกิจกรรมของกลุ่มประเทศที่มีความเย็นเหลืออยู่เท่านั้น ซึ่งบีบให้เจ้าภาพต้องมีมาตรการประหยัดน้ำ และพลังงานอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เข้าเกณฑ์สภาพภูมิอากาศเชิงบวก (Climate Positive) ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี “หิมะเทียม” กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการจัดงานในยุคปัจจุบัน โดยโอลิมปิกที่ปักกิ่งในปี 2022 ต้องพึ่งพาการผลิตหิมะเกือบ 100% แม้ว่าการผลิตหิมะจะช่วยให้การแข่งขันดำเนินต่อไปได้ แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยการใช้ทรัพยากรน้ำมหาศาล ตัวอย่างเช่นในงานมิลาน-คอร์ตินา 2026 ที่ต้องใช้น้ำถึง 250 ล้านแกลลอน
คาร์เมน เดอ จง ศาสตราจารย์ด้านอุทกวิทยา ได้เตือนถึงข้อจำกัดนี้ว่า หากไม่มีน้ำ ก็ไม่มีเกมการแข่งขัน และการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บนภูเขาสูงสำหรับผลิตหิมะเทียม อาจทำลายระบบนิเวศดั้งเดิมไปตลอดกาล
นอกจากปัญหาเรื่องน้ำแล้ว หิมะเทียมยังต้องการความเย็น จากธรรมชาติเพื่อให้เครื่องผลิตหิมะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทอม จอห์นสตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสนามแข่งขัน ยอมรับว่าแม้หิมะเทียมจะเหมาะกับการแข่งสกีมากกว่าหิมะจริงในบางกรณี แต่เขาก็ยังกล่าวว่า “ผมต้องการอากาศหนาวเย็นจากธรรมชาติกว่านี้ เพราะหากอากาศอุ่นเกินไป เครื่องผลิตหิมะรุ่นใหม่ก็ไม่สามารถสร้างพื้นผิวที่ปลอดภัย และมั่นคงพอสำหรับการแข่งขันระดับสูงได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในทวีปยุโรปที่กำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว”
ทางด้านนักกีฬาเองก็ต้องปรับตัวอย่างหนัก หลายคนใช้ชีวิตแบบ “ไล่ล่าหิมะ” โดยการเดินทางไปฝึกซ้อมในสถานที่ ที่ยังคงมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ซึ่งบ่อยครั้งต้องแลกมาด้วยการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการบินมากขึ้น
โซฟี โกลด์ชมิดท์ ซีอีโอของ U.S. Ski & Snowboard ระบุว่าองค์กรต้องมีความยืดหยุ่นสูงขึ้น และใช้เงินทุนมากขึ้น เพื่อย้ายสถานที่ฝึกซ้อมให้นักกีฬาได้เจอกับสภาพอากาศที่เหมาะสม อนาคตของกีฬาเหล่านี้จึงผูกโยงโดยตรงกับอุณหภูมิของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วิกฤตินี้ยังส่งผลกระทบต่อการฝึกซ้อมในช่วงหน้าร้อนด้วย โดย จูเลีย เคิร์น นักสกีครอสคันทรีต้องเปลี่ยนมาซ้อมในยิมแทนการฝึกกลางแจ้ง เนื่องจากปัญหาควันจากไฟป่าที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมรรถภาพของปอด
นอกจากนี้ นักกีฬาหลายคนยังเริ่มฝึกซ้อมบนพื้นผิวหิมะที่เปียก และเละมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันระดับโลกที่มักจะเจอกับสภาพอากาศที่อุ่นเกินไป ซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่เคยเกิดขึ้นบ่อยนักในอดีต
แม้โอลิมปิกจะสามารถปรับตัวได้ แต่ เมเดลีน ออร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬา และสิ่งแวดล้อม กลับกังวลกับการเรียนการสอนกีฬาฤดูหนาวมากกว่า โดยเธอกล่าวว่า “ฉันไม่ได้กังวลกับโอลิมปิก เพราะพวกเขามีเงินทุนพอจะไปต่อได้ แต่ฉันกังวลว่าคนรุ่นต่อไปจะไม่ได้เรียนรู้วิธีการสกีเลย เนื่องจากฤดูกาลมันสั้น และคาดเดาไม่ได้จนพ่อแม่คิดว่าไม่คุ้มค่าที่จะสอน”
หากลานสกีท้องถิ่นต้องปิดตัวลง วัฒนธรรม และประเพณีของครอบครัวที่ผูกพันกับฤดูหนาวก็จะสลายหายไปพร้อมกับหิมะธรรมชาติ
โอลิมปิกฤดูหนาวกลายเป็นการต่อสู้ระหว่างเทคโนโลยีและสภาพภูมิอากาศ แม้เกมการแข่งขันอาจจะยังคงดำเนินต่อไปได้ด้วยการเลื่อนเวลาการจัดงาน การหมุนเวียนเจ้าภาพ หรือการใช้หิมะเทียมจำนวนมหาศาล แต่การเล่นกีฬาด้วยหิมะตามธรรมชาติกำลังกลายเป็นเรื่องที่หาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
หากโลกไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ จิตวิญญาณของฤดูหนาวที่เคยเป็นแรงบันดาลใจให้นักกีฬาทั่วโลกอาจจะหายไปตลอดกาล
ที่มา: ABC News, Independent, The New York Times, Yale Climate Connections
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





