background-default

วันพุธ ที่ 28 มกราคม 2569

Login
Login

‘แม่น้ำสีส้ม’ ในอาร์กติก มีกรดสูงอันตรายต่อสัตว์ น้ำแข็งละลายทำแร่ธาตุไหลลงแม่น้ำ 

‘แม่น้ำสีส้ม’ ในอาร์กติก มีกรดสูงอันตรายต่อสัตว์ น้ำแข็งละลายทำแร่ธาตุไหลลงแม่น้ำ 

ปรากฏการณ์ “แม่น้ำสีสนิม” (rusting rivers) กำลังแผ่ขยายเป็นวงกว้างครอบคลุมลุ่มน้ำมากกว่า 200 แห่งทางตอนเหนือของเทือกเขาบรูคส์ ในรัฐอะแลสกาของสหรัฐ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงให้เห็นว่าอาร์กติกกำลังเปลี่ยนแปลงไปจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รายงาน Arctic Report Card ประจำปี 2025 ขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ (NOAA) ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลต่อเนื่องเป็นเวลา 20 ปี เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสภาพแวดล้อมทางตอนเหนือสุดของโลก ระบุว่า ภูมิภาคอาร์กติกกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่อุ่นและชื้นที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ 

อุณหภูมิอากาศบนพื้นผิวอาร์กติกตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 ถึงกันยายน 2025 ทำสถิติสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในปี 1900 โดยอาร์กติกมีอัตราการร้อนขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมากกว่าสองเท่ามาตั้งแต่ปี 1980 สภาวะที่ร้อนขึ้นนี้ส่งผลโดยตรงต่อชั้นดินเยือกแข็งคงตัว หรือเพอร์มาฟรอสต์ (permafrost) ที่เคยแข็งตัวมานาน

สาเหตุที่ทำให้แม่น้ำเป็นสีส้ม

แม่น้ำเป็นสีส้มสนิม เกิดจากการละลายของชั้นเพอร์มาฟรอสต์ซึ่งเป็นส่วนผสมของดิน หิน และอินทรียวัตถุที่แข็งตัว เมื่ออุณหภูมิอากาศสูงขึ้นจนชั้นดินละลาย น้ำใต้ดินจะซึมลึกลงไปสัมผัสกับแร่ธาตุที่แทบไม่เคยเจอกับออกซิเจนมานานหลายพันปี หนึ่งในแร่ธาตุสำคัญคือ “ไพไรต์” (pyrite) หรือเหล็กซัลไฟด์ เมื่อไพไรต์ทำปฏิกิริยากับอากาศและน้ำจะเกิดกระบวนการออกซิเดชัน ปล่อยเหล็กและกรดซัลฟิวริกเข้าสู่ระบบนิเวศ

จอช คอช นักอุทกวิทยา จากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐ กล่าวว่า “น้ำมักจะยังไม่เป็นสีส้มจนกว่าจะไหลไปถึงลำน้ำ ซึ่งเป็นจุดที่เหล็กและโลหะอื่น ๆ จะตกตะกอนและสร้างคราบสนิมเหล็กขึ้นมา” 

การเปลี่ยนแปลงของสีน้ำสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหรือสัปดาห์ จากการสำรวจในปี 2024 ในอุทยานแห่งชาติโคบุกวัลเลย์ นักวิจัยพบว่าแม่น้ำอาคิลลิก เปลี่ยนสีไปอย่างชัดเจนในช่วงเวลาเพียงหนึ่งฤดูร้อน

การเปลี่ยนสีของน้ำไม่ได้เกิดจากเหล็กเพียงอย่างเดียว แต่นักวิทยาศาสตร์ยังตรวจพบระดับอะลูมิเนียม ทองแดง และสังกะสีที่เพิ่มสูงขึ้น สารพิษผสมเหล่านี้ทำให้ความเป็นกรดในน้ำสูงขึ้นและทำลายความหลากหลายทางชีวภาพทางน้ำอย่างรุนแรง 

ลูกปลาเทราต์ดอลลี่วาร์เดน และปลาสลิมีสคัลปินที่อาศัยในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำอาคิลลิก ภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติโคบุกวัลเลย์ ตายลงทั้งหมด หลังจากน้ำเปลี่ยนเป็นสีส้มและมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน

ปลาแซลมอน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญของอะแลสกา จัดเป็นสัตว์ที่เปราะบางที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงทางเคมีนี้ เนื่องจากพวกมันต้องใช้ประสาทสัมผัสที่แม่นยำในการนำทางเพื่อกลับมาวางไข่ เมื่อปลาแซลมอนต้องต่อเผชิญกับน้ำที่เป็นพิษ พวกมันอาจเกิดความสับสนในการหาเส้นทางกลับไปวางไข่ ตามที่นิโคล คิมบอลล์ จากสมาคมผู้ผลิตอาหารทะเลแปซิฟิกกล่าว

หากการปนเปื้อนแผ่ขยายไปยังแม่น้ำสายใหญ่ เช่น แม่น้ำยูคอน อาจสร้าง ความเสียหายต่ออุตสาหกรรมปลาแซลมอนที่มีมูลค่ากว่า 541 ล้านดอลลาร์ และส่งผลกระทบต่อประชากรราว 10,000 คนในภูมิภาคที่ใช้ปลาเป็นแหล่งอาหารหลัก 

ปัจจุบันนักวิจัยกำลังเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่มและประชากรสัตว์ป่า เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อมนุษย์ แม้ในปัจจุบันจะยังไม่พบการปนเปื้อนในปลาที่มนุษย์บริโภคก็ตาม

‘แม่น้ำสีส้ม’ ในอาร์กติก มีกรดสูงอันตรายต่อสัตว์ น้ำแข็งละลายทำแร่ธาตุไหลลงแม่น้ำ  เครดิตภาพ: Ken Hill / National Park Service

บริบทการเปลี่ยนแปลงของอาร์กติกในระดับโลก

แมทธิว ดรักเคนมิลเลอร์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสและบรรณาธิการหลักของรายงาน กล่าวว่า “อาร์กติกเปรียบเสมือนตู้เย็นของโลก เมื่อมันละลายและอุ่นขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศทั่วโลก”

การละลายของน้ำแข็งและหิมะทำให้อาร์กติกสูญเสียพื้นผิวที่สะท้อนความร้อน ส่งผลให้ผืนดินดูดซับพลังงานจากดวงอาทิตย์มากขึ้นและเร่งให้อุณหภูมิสูงขึ้นไปอีก

รายงานยังระบุถึง “ปรากฏการณ์แอตแลนติฟิเคชัน” (Atlantification) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่น้ำอุ่นและเค็มจากมหาสมุทรแอตแลนติกไหลรุกคืบเข้ามาในมหาสมุทรอาร์กติกมากขึ้น กระบวนการนี้ทำลายชั้นน้ำที่เคยปกป้องน้ำแข็งในทะเล ส่งผลให้น้ำแข็งละลายเร็วขึ้นและเปลี่ยนโฉมหน้าระบบนิเวศทางทะเล โดยในปี 2025 ปริมาณน้ำแข็งในทะเลช่วงฤดูหนาวลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 47 ปีนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกทางดาวเทียม

นอกจากนี้ การหายไปของธารน้ำแข็งในอะแลสกายังนำไปสู่ภัยพิบัติในระดับท้องถิ่น เช่น น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบน้ำแข็งที่แตกตัวในเมืองจูโน รวมไปถึงการละลายของธารน้ำแข็งเมนเดนฮอลล์ ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชน ขณะที่ในฟยอร์ดที่ห่างไกล เกิดดินถล่มขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดสึนามิสูงกว่า 487 เมตร โชคดีที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว

โครงการติดตามสถานะของอาร์กติกหลายโครงการ ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในการหาทุนสนับสนุน และดาวเทียมหลายดวงที่ใช้ตรวจวัดน้ำแข็งในทะเลมีกำหนดจะปลดประจำการในปี 2026 ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลขาดความต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ตาม เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์นานาชาติยังคงยืนหยัดในการรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นชัดเจนจนไม่อาจเพิกเฉยได้

ในขณะที่หน่วยงานรัฐเผชิญปัญหาเรื่องงบประมาณ ชุมชนชนพื้นเมืองในอาร์กติกได้เริ่มเข้ามามีบทบาทนำในการตรวจสอบสภาพแวดล้อมด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่น ชุมชนบนเกาะเซนต์พอลใช้ระบบการเฝ้าสังเกตของตนเอง เพื่อติดตามระดับปรอทในอาหารดั้งเดิมและการกัดเซาะชายฝั่ง เพื่อสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ปรากฏการณ์แม่น้ำสีส้มเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิกฤตการณ์สามด้านที่อาร์กติกกำลังเผชิญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ และในตอนนี้ระบบนิเวศอาร์กติกกำลังเปลี่ยนแปลงไปในจุดที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ซึ่งผลกระทบเหล่านี้จะส่งผลเชื่อมโยงไปยังชุมชนและเศรษฐกิจทั่วทั้งโลกในอนาคต


ที่มา: Financial TimesNPRThe ConversationZME Science