วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

'พลังงานสะอาด' อนาคตของลูกหลานเรา เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

'พลังงานสะอาด' อนาคตของลูกหลานเรา เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ประมาณเดือนมกราคมของทุกปีจะมีงานใหญ่ระดับโลกคือ World Economic Forum (WEF) ปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 56 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 19-23 ม.ค. 2569  คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังของไทย จะไปร่วมงานพร้อมคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนไทย เพื่อพบปะบรรดาผู้นำประเทศ รวมถึงประชาสัมพันธ์อีกหนึ่งงานระดับโลกที่จะจัดขึ้นในประเทศไทยเดือนตุลาคมนี้ คือ IMF-World Bank Annual Meetings  เรียกว่าน่าจับตามากๆ ครับ

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับงานใหญ่ระดับนี้ นอกจากผู้ที่ร่วมงานแล้ว ยังมีหัวข้อการประชุมซึ่งผู้จัดจะคัดสรรประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทิศทางอนาคตของโลก โดยหนึ่งในหัวข้อของปีนี้คือ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวอย่างยั่งยืน (Energy Transition)

WEF ยกกรณีการเปลี่ยนผ่านที่เห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม คือภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียนที่สามารถใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์ ลม และน้ำในการผลิตไฟฟ้าได้ถึงร้อยละ 70  อีกทั้งใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) ซึ่งสกัดจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในปริมาณมากกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลกถึงสองเท่า

อนาคตที่ยั่งยืนจะไปไม่ถึง ถ้าไม่มี “กรอบนโยบายพลังงานเชิงบูรณาการ” อันเอื้อต่อการลงทุนในระยะยาว ดั่งเช่นในอุรุกวัยซึ่งมีข้อหนดด้านพลังงานที่ชัดเจน มาตรการจูงใจ รวมถึงการประสานงานระหว่างภาคส่วน ล้วนช่วยเพิ่มพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนพลังงาน (Energy Mix) ของประเทศได้สูงถึง 98 % ในขณะที่บราซิลซึ่งเน้นโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ ยังมีกฎเกณฑ์ที่เอื้อให้นวัตกรรมสีเขียวได้ไปต่อไว (Fast-Track) ด้วยการลดเวลาอนุมัติการจดสิทธิบัตรจากหลายปีเหลือเพียง 9 เดือน

การสร้างระบบที่อาศัยทรัพยากรหมุนเวียนไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นความมุ่งมั่นซึ่งใช้เวลาหลายปีในการคิดค้น CleanTech (เทคโนโลยีที่ช่วยลดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม) เหล่านี้ให้พร้อมสำหรับการใช้งานจริง รวมถึงการต่อยอดนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและต้นทุนต่ำลงเพื่อการปรับใช้ในวงกว้าง

โดยรายงาน S&P Global Energy Horizons Top Trends 2026 กล่าวว่า CleanTech ในอุตสาหกรรมพลังงานจะเติบโตควบคู่ไปกับระบบนิเวศธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ซึ่งกุญแจสำคัญสู่ความมั่นคงทางพลังงานคือการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) เพราะแม้ว่าพลังงานทดแทนจะล้ำสมัยเพียงใด หากระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้าเดิมไม่รองรับ ก็เปรียบเสมือนคอขวดที่เป็นอุปสรรคต่อเสถียรภาพไฟฟ้าทั้งระบบ

กรณีตัวอย่างคือระบบโครงข่ายไฟฟ้าของทวีปยุโรปเกือบครึ่งหนึ่งยังเป็นระบบที่ออกแบบมาสำหรับเชื้อเพลิงฟอสซิลตั้งแต่ 40 ปีก่อน การพัฒนาระบบไฟฟ้าให้รองรับพลังงานทางเลือกมากขึ้นจึงเป็นวาระระดับชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย

อีกหนึ่ง CleanTech ที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องคือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) หรือเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน ซึ่งผลิตจากวัตถุดิบทดแทนอย่างเศษไม้ฟืน น้ำมันปาล์มใช้แล้ว และกากน้ำตาล เพราะนอกจากจะเป็นการนำเศษวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าที่สุด ยังช่วยอุตสาหกรรมการบินลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ

ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน นอกจากต้องมีวิสัยทัศน์สู่ความยั่งยืนแล้ว ยังต้องอาศัยอุปสงค์ของตลาดด้วย  ข้อมูลล่าสุดจาก Morgan Stanley Capital International (MSCI) ซึ่งเป็นบริษัททำดัชนีราคาหุ้นชั้นนำของโลกที่ให้บริการวิจัยข้อมูลพอร์ตโฟลิโอแก่นักลงทุน ชี้ว่าการแข่งขันกันด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า เป็นกลไกขับเคลื่อนอันสำคัญของตลาดพลังงานหมุนเวียนที่สานต่อผลสำเร็จจากโครงการส่งเสริมของภาครัฐในระยะแรกเริ่ม

ดังนั้น การที่เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกใดๆ จะกลายเป็นโอกาสหรือความเสี่ยงนั้น ขึ้นอยู่กับการมองให้ขาดว่าเทคโนโลยีดังกล่าวทดสอบจนได้ผลเสถียรพอที่จะดึงดูดอุปสงค์ในระยะยาวหรือไม่ ทั้งในแง่ของการบรรลุเป้าหมาย ESG และเป้าหมายทางการเงิน เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนจากสภาพที่เป็นอยู่ (As-is) ไปสู่สภาพที่วาดไว้ (To-be) นั่นคือลูกหลานของเรามีพลังงานขับเคลื่อนสู่อนาคตที่สะอาดและยั่งยืนครับ