วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

'เนื้อโคยั่งยืน' โอกาสหมื่นล้านที่ไทยต้องคว้า บทเรียนจากบราซิลถึงเกษตรกรยุคใหม่

'เนื้อโคยั่งยืน' โอกาสหมื่นล้านที่ไทยต้องคว้า บทเรียนจากบราซิลถึงเกษตรกรยุคใหม่

เปิดโมเดล "รัฐปารา" ใช้ทุนเร่งด่วนเปลี่ยนปศุสัตว์ให้เป็นมิตรต่อป่าฝน ขณะที่ไทยเร่งสปีดระบบ Traceability รับมือเกณฑ์คุมเข้มการตัดไม้ทำลายป่าจากยุโรป หวังชิงส่วนแบ่งเศรษฐกิจสีเขียว 

ความหวังใหม่ท่ามกลางป่าฝน ระบบตรวจสอบที่เปลี่ยนชีวิตเกษตรกร

ในขณะที่แสงแรกสาดส่องลงบนยอดไม้ของป่าอเมซอนในรัฐปารา ประเทศบราซิล มานูเอล ซิด โอลิเวียรา เกษตรกรรายย่อยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต มานูเอลและเพื่อนเกษตรกรอีกนับหมื่นรายกำลังเข้าร่วมโครงการ Cattle Traceability ซึ่งเป็นระบบที่บังคับให้มีการบันทึกและติดตามการเคลื่อนย้ายของวัวทุกตัวภายในปี พ.ศ. 2573

โครงการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำทะเบียนสัตว์ แต่คือกลยุทธ์สำคัญในการหยุดยั้งการบุกรุกป่าอเมซอน ซึ่งเป็นปอดของโลก การศึกษาจาก The Nature Conservancy และ Bain & Company ระบุว่า หากระบบนี้สำเร็จ จะสามารถปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการส่งออกเนื้อโคที่ "ปลอดการตัดไม้ทำลายป่า" (Deforestation-free) ซึ่งเป็นสินค้าที่ตลาดโลกโดยเฉพาะยุโรปกำลังโหยหา

"Catalytic Capital" สะพานเชื่อมเงินทุนที่ขาดหาย

อุปสรรคสำคัญที่มานูเอลและเกษตรกรกว่า 40,000 ครอบครัวเผชิญ คือ "ต้นทุน" ในการปรับตัว ทั้งด้านเทคโนโลยีและการจัดการฟาร์มให้ได้มาตรฐาน

ด้วยเหตุนี้ กลไก Catalytic Capital for the Agriculture Transition (CCAT) จึงถูกตั้งขึ้นในงาน COP30 โดยได้รับเงินประเดิมจากรัฐบาลนอร์เวย์ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อทำหน้าที่เป็น "ทุนเร่งด่วน" ที่เข้าไปลดความเสี่ยงให้กับภาคเอกชน จูงใจให้เกิดการร่วมทุนแบบ Blended Finance (การเงินแบบผสมผสาน) ซึ่งตั้งเป้าว่าจะสามารถดึงเงินทุนพาณิชย์เข้ามาได้มากกว่าเงินต้นเชื้อถึง 4 เท่า เพื่อช่วยให้เกษตรกรรายเล็กเข้าถึงระบบเศรษฐกิจใหม่นี้ได้

ตัดภาพมาที่ประเทศไทยเดิมพันครั้งใหญ่ของปศุสัตว์และสินค้าเกษตร

ประเทศไทยเองก็กำลังอยู่ในสปอตไลท์ของการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อสหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR (EU Deforestation Regulation) ซึ่งกำหนดให้สินค้าที่นำเข้าไปยังยุโรปต้องพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มาจากการบุกรุกป่า

1. ยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) : ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่าปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ไทยได้ยกระดับความเข้มข้นของระบบ e-Movement ซึ่งเป็นระบบใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์อิเล็กทรอนิกส์ ควบคู่ไปกับการเร่งติดเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ (Ear Tag) ด้วยเทคโนโลยี RFID ในโคเนื้อ เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องการควบคุมโรคและแหล่งที่มาของสัตว์

2. การเงินสีเขียว (Green Finance) ในภาคธนาคารไทยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ผลักดันแนวปฏิบัติการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) โดยสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ออกสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น สินเชื่อเพื่อการปรับปรุงฟาร์มให้เป็นระบบปิด หรือฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Farming) ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและตรวจสอบแหล่งที่มาของอาหารสัตว์ได้

3. ความท้าทายของเกษตรกรรายย่อย: เช่นเดียวกับมานูเอลในบราซิล เกษตรกรไทยจำนวนมากยังขาดเงินทุนในการติดตั้งระบบ GPS หรือระบบฐานข้อมูลดิจิทัล ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่าเกษตรกรไทยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีที่ดินขนาดเล็ก ทำให้การปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากลต้องอาศัยกลไกช่วยเหลือจากภาครัฐและเอกชนแบบ "ทุนเร่งด่วน" ในลักษณะเดียวกับ CCAT

บทเรียนจาก Davos 2026 อนาคตที่ต้องเลือก

ในการประชุม World Economic Forum 2026 ภายใต้ธีม "จิตวิญญาณแห่งการเจรจา" (A Spirit of Dialogue) ผู้นำโลกและภาคธุรกิจต่างเห็นพ้องว่า ช่องว่างทางการเงินเพื่อธรรมชาติที่กว้างถึง 9.42 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี คือระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ เพราะ GDP โลกกว่าครึ่งหนึ่งต้องพึ่งพาธรรมชาติ

โมเดลจากรัฐปาราและนอร์เวย์พิสูจน์ให้เห็นว่า "การปกป้องโลก" กับ "การสร้างกำไร" สามารถเดินไปด้วยกันได้ หากมีนวัตกรรมทางการเงินที่ชาญฉลาด ความสำเร็จของมานูเอลในบราซิลอาจเป็นต้นแบบที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ เพื่อเปลี่ยนภาคการเกษตรให้กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐของโลกภายในสิ้นทศวรรษนี้

ที่มา : Nature Conservancy