วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘คองเกรส’ เมิน ‘ทรัมป์’ ไม่ตัดงบ ‘หน่วยงานวิทย์-สิ่งแวดล้อม’ ย้ำสภาเป็นคนกำหนดงบไม่ใช่ปธน.

‘คองเกรส’ เมิน ‘ทรัมป์’ ไม่ตัดงบ ‘หน่วยงานวิทย์-สิ่งแวดล้อม’ ย้ำสภาเป็นคนกำหนดงบไม่ใช่ปธน.

สภาคองเกรส” แห่งสหรัฐ ลงลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายงบประมาณฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการรักษางบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนา ขณะเดียวกันก็เป็นการย้ำเตือนถึงอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติในการตัดสินใจด้านการใช้จ่ายของแผ่นดิน และไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการตัดลดงบประมาณหน่วยงานวิจัยระดับชาติ

วุฒิสภาสหรัฐ มีมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 82 ต่อ 15 เสียง เพื่ออนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณแบบรวมกลุ่ม สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน มตินี้เกิดขึ้นตามหลังสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ลงคะแนนเห็นชอบไปก่อนหน้าด้วยคะแนน 397 ต่อ 28 เสียง แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของทั้งสองพรรคที่ต้องการรักษาเสถียรภาพของหน่วยงานภาครัฐ

ข้อเสนอเดิมของฝ่ายบริหาร ต้องการตัดงบประมาณมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSF) ลง 57% ในขณะที่ส่วนงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ของนาซาจะถูกตัดงบลงเกือบ 47% ขณะที่ องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ซึ่งดูแลกรมอุตุนิยมวิทยา ยังต้องเผชิญกับการตัดลดงบประมาณ 27% ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการพยากรณ์อากาศทั่วประเทศ

การผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นผลมาจากความร่วมมือระหว่างวุฒิสมาชิกซูซาน คอลลินส์ จากพรรครีพับลิกัน และวุฒิสมาชิกแพตตี้ เมอร์เรย์ จากพรรคเดโมแครต โดยเมอร์เรย์ได้กล่าวถ้อยแถลงที่ทรงพลังต่อหน้าวุฒิสภาว่า “ฉันบอกว่าฉันจะฉีกงบประมาณของทรัมป์ทิ้งแล้วเขียนใหม่ และฉันก็ทำได้แล้ว” เพื่อยืนยันว่าสภาคองเกรสจะเป็นผู้ตัดสินว่าเงินภาษีของประชาชนควรถูกใช้ไปในทิศทางใด ไม่ใช่ประธานาธิบดีเพียงผู้เดียว

วุฒิสมาชิกคอลลินส์เองก็ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ NSF ซึ่งเป็นแหล่งทุนหลักสำหรับการวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐานของประเทศ โดยระบุว่า “ฉันยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สามารถดึงงบประมาณที่เคยถูกตัดกลับมาได้ การตัดสินใจของรัฐสภาในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สมาชิกส่วนใหญ่เลือกที่จะรักษาโครงสร้างเดิมหรือยอมรับการตัดลดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับความก้าวหน้าทางวิจัย”

นอกจากการรักษางบประมาณส่วนใหญ่ไว้แล้ว ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังได้เพิ่มงบประมาณให้บางโครงการที่ทรัมป์เคยเสนอให้ยกเลิก เช่น โครงการดาวเทียมของ NOAA และการเพิ่มบุคลากรในกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้ฝ่ายบริหารพยายามลดจำนวนพนักงาน ด้วยการเสนอให้ลาออกโดยสมัครใจและเลิกจ้างพนักงานที่อยู่ในช่วงทดลองงาน

วุฒิสมาชิก มาเรีย แคนท์เวลล์ ประธานคณะกรรมการการพาณิชย์ วิทยาศาสตร์ และการขนส่งของวุฒิสภา ได้นิยามร่างกฎหมายนี้ว่าเป็น “ชัยชนะของวิทยาศาสตร์” เธอได้กล่าวว่าการตัดลดงบประมาณจะทำลายความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ

สำหรับคำสั่งก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยมีความพยายามจะปิดสถาบันก็อดดาร์ดเพื่อการศึกษาอวกาศของนาซา ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการชั้นนำด้านการตรวจสอบภูมิภูมิอากาศและการสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ และยกเลิกสัญญาเช่าในนิวยอร์กซิตี้ไปก่อนหน้านี้ แต่กฎหมายนี้ช่วยยับยั้งให้ไม่ให้ถูกปิด พร้อมสั่งให้หาที่ตั้งออฟฟิศนี้ด้วย

รัฐสภายังตัดสินใจคงงบประมาณไว้ที่ 6,170 ล้านดอลลาร์ ของ NOAA ไว้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับปี 2025 และยังรวมถึงการให้งบประมาณสนับสนุนสำนักงานวิจัยมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศ (OAR) ต่อไป แม้ว่าก่อนหน้านี้ฝ่ายบริหารจะเสนอให้ยกเลิกสำนักงานนี้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นภารกิจด้านการวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทรัมป์ไม่เชื่อในเรื่องโลกร้อน

นักการเมืองจากทั้งสองพรรคไม่เพียงแต่ปฏิเสธแผนงบประมาณของหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงงบประมาณด้านความช่วยเหลือต่างประเทศ โครงการสุขภาพระดับโลก และศิลปะด้วย 

แม้ว่าข้อเสนอเดิมจะถูกปฏิเสธ แต่สำนักงบประมาณ (OMB) ได้ระบุว่าฝ่ายบริหารสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากมีการลดการใช้จ่ายในภาพรวมลง และจะช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงทางพลังงาน แถลงการณ์ระบุว่า หากร่างกฎหมายถูกส่งถึงประธานาธิบดี ที่ปรึกษาอาวุโสจะแนะนำให้เขาลงนามเป็นกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับวิธีที่ทำเนียบขาวจะนำกฎหมายงบประมาณไปปฏิบัติจริง เนื่องจากผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ รัสเซล ที. โวท กล่าวว่า ประธานาธิบดีมีอำนาจในการไม่ใช้จ่ายเงินตามที่รัฐสภาอนุมัติหากเห็นสมควร เหมือนที่เคยเกิดขึ้น เมื่อครั้งที่ฝ่ายบริหารเคยระงับเงินงบประมาณที่สภาคองเกรสจัดสรรให้หน่วยงานวิทยาศาสตร์มาแล้วในอดีต

มติในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากเหตุการณ์ชัตดาวน์รัฐบาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยสภาคองเกรสได้พยายามแสดงให้เห็นว่า พวกเขาสามารถกลับมาทำหน้าที่ร่างกฎหมายงบประมาณรายฉบับได้ แทนที่จะรวมเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่หรือใช้มาตรการงบประมาณชั่วคราว เป้าหมายสำคัญคือ การผ่านงบประมาณที่เหลือให้ทันกำหนดเส้นตายวันที่ 30 มกราคม เพื่อป้องกันเหตุการณ์ชัตดาวน์ที่สร้างความเสียหาย

ในท้ายที่สุด การผ่านร่างกฎหมายงบประมาณฉบับนี้เป็นการส่งข้อความถึงฝ่ายบริหารและประชาคมโลก ว่าสหรัฐ ยังคงให้ความสำคัญกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการพยากรณ์อากาศ ดังที่วุฒิสมาชิกเมอร์เรย์ได้กล่าวสรุปไว้ว่า “ร่างกฎหมายเหล่านี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าสภาคองเกรส คือผู้มีอำนาจหน้าที่สูงสุดในการกำหนดทิศทางการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่ประธานาธิบดี”

ไม่ว่าจะมาจากพรรคไหน แต่นักการเมืองในสภาครองเกรสต่างเห็นตรงกันว่า  วิทยาศาสตร์คือเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาชาติ สร้างฐานรากที่มั่นคงสำหรับการวิจัยในอนาคต ชัยชนะในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขในบัญชี แต่เป็นชัยชนะของการใช้อำนาจนิติบัญญัติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ระยะยาวของสาธารณชนและความก้าวหน้าของมนุษยชาติ


ที่มา: CNNNBC NewsThe New York TimesThe Seattle Times