บรรยากาศในการเสวนา "Policy Forum ความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม" เต็มไปด้วยความหวังและการเผชิญหน้ากับความจริง เมื่อตัวแทนเยาวชนและคนรุ่นใหม่ลุกขึ้นทวงคืนอนาคตจากคนรุ่นปัจจุบัน พร้อมส่งเสียงเตือนถึงพรรคการเมืองว่า นโยบายสิ่งแวดล้อมที่ไร้การมีส่วนร่วมของเยาวชนคือการ "วางระเบิดเวลา" ให้กับคนรุ่นต่อไป
เสียงจากอนาคต เมื่อเยาวชนไม่ใช่แค่ “ไม้ประดับ”
นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนระดับโลก ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ประจำประเทศไทย (GYBN Thailand) และ ณัฐธิดา รัตนสวัสดิ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชน (Youth Climate Justice Advocates-YCJA) ได้ร่วมกันสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ปิดกั้นโอกาสของคนรุ่นใหม่ โดยระบุว่าที่ผ่านมาพื้นที่การมีส่วนร่วมทางนโยบายมักเป็นเพียงการทำตามพิธีการ (Tokenism) หรือใช้เยาวชนเป็นไม้ประดับในเวทีต่างๆ โดยไม่ได้รับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริง นอกจากนี้ เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลที่ลุกขึ้นมาปกป้องป่าหรือทรัพยากรบ้านเกิดยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกดำเนินคดี
ข้อเสนอที่สำคัญจากตัวแทนเยาวชนคือ การจัดตั้ง "สภาที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมของเยาวชน" (Youth Advisory Board)เพื่อให้มีกลไกที่เป็นทางการในการตรวจสอบและเสนอแนะนโยบายรัฐ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปการศึกษาให้เชื่อมโยงกับธรรมชาติ เพื่อสร้างพลเมืองที่พร้อมจะสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเริ่มศึกษาและบังคับใช้เรื่อง "สิทธิของธรรมชาติ" (Rights of Nature) เพื่อเปลี่ยนจากโลกที่มนุษย์เป็นศูนย์กลางไปสู่โลกที่สิ่งแวดล้อมได้รับการคุ้มครองในฐานะสิ่งมีชีวิต
พรรคการเมืองขานรับ รื้อระบบ EIA-จัดการมลพิษที่ต้นตอ
คนรุ่นตนอาจจะกำลัง "ปล้นอนาคตของคนรุ่นใหม่มาใช้" และรับปากจะนำประเด็นอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมมาเป็นวาระสำคัญเพื่อให้ประชาชนฟ้องร้องดำเนินคดีได้รวดเร็วขึ้น
ขณะที่ นิ ตัวแทนจากพรรคประชาชน ได้นำเสนอนโยบายแบบ "แพ็คเกจ" ที่เน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ โดยเฉพาะการ ปฏิรูป EIA (รายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) ทั้งระบบ เสนอให้ผู้จัดทำรายงานต้องเป็นบุคคลที่สาม (Third Party) ที่ไม่มีส่วนได้เสียกับกลุ่มทุน เพื่อลดการบิดเบือนข้อมูล พร้อมยืนยันว่าพรรคจะเน้นเครื่องมือที่บังคับผู้ก่อมลพิษให้จ่าย (Polluter Pays Principle) เช่น ภาษีคาร์บอน และการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) มากกว่าการใช้ระบบคาร์บอนเครดิตที่อาจกลายเป็นช่องว่างให้เกิดการฟอกเขียว
วุฒิสภาและเสียงสะท้อน กฎหมายต้องคุ้มครอง “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี”
ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลายท่านได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ที่สอดประสานกับภาคประชาชน ว่ารากฐานของปัญหาคือความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ พร้อมเสนอให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมสิ่งแวดล้อมที่ปัจจุบันมีความล่าช้าและเป็นภาระต่อประชาชน
นอกจากนี้ ในวงเสวนายังมีการเสนอให้บรรจุ "สิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี" กลับเข้าไปในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการมีมาตรการจัดการมลพิษข้ามพรมแดนที่ชัดเจน โดยเฉพาะประเด็น PM2.5 และสารพิษในแม่น้ำโขง ปัญหาสิ่งแวดล้อมคือ "มรดกบาปที่คนรุ่นพ่อทิ้งไว้" และถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันทำลายวงจรของอำนาจทุนเพื่อคืนธรรมชาติที่ยุติธรรมให้แก่ลูกหลาน
"ความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เรื่องของคนรักป่า แต่มันคือเรื่องของประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องมีสิทธิในข้อมูล มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเข้าถึงความยุติธรรมได้จริง" คือบทสรุปที่เป็นดั่งสัญญาประชาคมจากเวทีนี้





