ในเวทีเสวนา "Policy Forum ความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม" ซึ่งเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของภาคประชาสังคมและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณะ ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทยอย่างดุเดือด ความล้มเหลวไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาทางเทคนิคหรือตัวเลขมลพิษ แต่คือ "ความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง" ที่ฝังรากลึกในระบบกฎหมายและอำนาจทางการเมือง
1. โครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว รากเหง้าของวิกฤติ
รศ. คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม จากสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ ได้เปิดประเด็นถึง "ภูเขาน้ำแข็ง" ของปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่ารากเหง้าที่แท้จริงคือความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ผิดเพี้ยนระหว่าง รัฐ-ทุน-ประชาชน ซึ่งปัจจุบันอำนาจถูกควบรวมเข้าด้วยกันจนเกิดสภาวะ "รัฐสมคบทุน" ทำให้การตรวจสอบและถ่วงดุลไร้ประสิทธิภาพ
ปรากฏการณ์ "ฟอกเขียว" (Greenwashing) ที่กลุ่มทุนสีเทาใช้ภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมมาบดบังการทำลายทรัพยากร และย้ำว่าปัญหามลพิษอย่าง PM2.5 ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เกิดจากการจัดการที่ล้มเหลวในระดับ "จิตสำนึก" ของผู้มีอำนาจที่ไม่มองว่าสิ่งแวดล้อมคือสิทธิพื้นฐาน จึงเสนอให้มีการ "สถาปนาสิทธิในอากาศสะอาด" ซึ่งเป็นสิทธิที่ประชาชนไม่เคยมีมาก่อนในระบบกฎหมายไทย
2. กับดักยุทธศาสตร์ 20 ปี และนิติสงคราม
ในมิติของนโยบายระดับชาติ มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักสื่อสารงานรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีช ประเทศไทย ได้ชี้เป้าไปที่ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ว่าเป็น "โซ่ตรวน" ที่ล็อกกรอบการพัฒนาประเทศไว้กับตัวเลข GDP และผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จนนำไปสู่การแย่งยึดที่ดินและทรัพยากรจากคนตัวเล็กตัวน้อย
นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงปัญหา คดีตบปาก (SLAPP) ที่กลุ่มทุนใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือฟ้องปิดปากประชาชนที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่ง วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี เสริมว่าในรัฐธรรมนูญปี 2560 สิทธิชุมชนถูกตัดทอนให้อ่อนแอลงกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 อย่างเห็นได้ชัด ทำให้ประชาชนขาดเกราะคุ้มกันทางกฎหมายเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐและทุน
3. ข้อเสนอ 100 วันแรก จาก “เศรษฐกิจพึ่งทุน” สู่ “ความเท่าเทียมทางนิเวศ”
เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ภาคีเครือข่ายได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่และพรรคการเมืองให้เร่งดำเนินการใน 100 วันแรก ดังนี้
- ปฏิรูปกฎหมายพื้นฐาน: บรรจุ "สิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี" และ "ความยุติธรรมระหว่างรุ่น" ลงในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้จริง (Justiciable Model)
- รื้อฟื้นกฎหมายที่ค้างอยู่: หยิบยก พรบ. อากาศสะอาด ฉบับประชาชน, พรบ. PRTR (กฎหมายปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ) และกฎหมายนิรโทษกรรมคดีป่าไม้ขึ้นมาพิจารณาทันที
- ระบบประเมิน SEA: เปลี่ยนจากการทำ EIA ระดับโครงการที่มักถูกแทรกแซงโดยกลุ่มทุน ไปสู่การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศที่สมดุล
- ความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ: ออกกฎหมาย Human Rights Due Diligence (HRDD) ภาคบังคับ เพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทานของภาคธุรกิจ
เราต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเอาทุนนิยมเป็นศูนย์กลาง ไปสู่การมองว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ" หากรัฐบาลใหม่ยังไม่กล้าแตะโครงสร้างอำนาจที่ผูกขาดทรัพยากร ความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อมก็จะเป็นเพียงวาทกรรมสวยหรูที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง





