background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

แนวปฎิบัติการจัดการFood Waste ‘ศูนย์’ไม่‘เสีย’ขยะอาหาร

แนวปฎิบัติการจัดการFood Waste  ‘ศูนย์’ไม่‘เสีย’ขยะอาหาร

“การสูญเสียอาหาร” (Food Loss) และ “ขยะอาหาร” (Food Waste) เป็นสิ่งสำคัญในการจัดการอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการสูญเสียอาหารมักเกิดขึ้นในช่วงต้นของห่วงโซ่อุปทานอาหาร เช่น ระหว่างการผลิตหรือการเก็บเกี่ยว ในขณะที่ขยะอาหารมักเกิดขึ้นในช่วงปลายของห่วงโซ่อุปทาน อาทิ อาหารที่เหลือในบ้านหรือร้านอาหารที่ถูกทิ้งเพราะรูปลักษณ์ที่เสื่อมสภาพ หรือเกินวันหมดอายุ

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า ตามรายงานล่าสุดของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ปี 2567 พบว่า ปริมาณขยะอาหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 74 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เป็น 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปี

    โดยในประเทศไทยมีปริมาณขยะอาหารเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดยอยู่ที่ 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน

    ทั้งนี้ ขยะอาหารในไทยคิดเป็นสัดส่วนถึง 38% ของขยะมูลฝอยทั้งหมด หรือประมาณ 10.24 ล้านตัน โดยส่วนใหญ่เกิดจากครัวเรือน เช่น เศษอาหาร เปลือกผลไม้ และอาหารที่หมดอายุ

    จากกรณีอาหารจำนวนมหาศาลต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อม เพราะเกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอาหารที่ถูกทิ้งคิดเป็นสัดส่วนถึง 8-10% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก 

สำหรับในแง่เศรษฐกิจ ได้สร้างความเสียหายทางการเงินมหาศาล โดยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ดังนั้นเมื่อพูดถึงปัญหาอาหารที่ถูกทิ้งจึงไม่ใช่เพียงหน้าที่ของผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงผู้ผลิตอาหารด้วยที่ต้องร่วมใจและส่งเสริมแนวทางจัดการอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า การจัดการขยะอาหาร ยังคงเป็นปัญหาที่น่ากังวล โดยขยะอาหารแบ่งเป็นส่วนที่รับประทานได้ 40% และส่วนที่รับประทานไม่ได้ 60% โดยพบมากที่สุดในครัวเรือน เช่น เปลือกผลไม้ นอกจากนี้ยังพบในร้านค้าและร้านอาหาร ซึ่งมีทั้งเศษจากการตัดแต่งอาหาร อาหารเน่าเสีย อาหารที่ขายไม่หมด และอาหารเหลือทิ้งจากลูกค้า ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการจัดการขยะอาหารที่ยังคงมีอยู่สาเหตุของขยะอาหารที่สำคัญมาจาก 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. ประชาชนยังไม่ตระหนักถึงการป้องกัน การคัดแยก และการจัดการขยะอาหารตั้งแต่ต้นทาง และ 2.  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังไม่มีการวางระบบคัดแยกขยะ กระทบต่อการนำขยะไปใช้ประโยชน์และการกำจัดที่ปลายทาง เช่น กลิ่นเหม็น สัตว์และแมลงรบกวน และเกิดก๊าซเรือนกระจก

"ประเทศไทยมีกรอบและทิศทางในการดำเนินงานจัดการขยะอาหารตามแผนที่นำทางการจัดการขยะอาหาร (ปี 2566-2573) และแผนปฏิบัติด้านการจัดการขยะอาหาร ระยะที่ 1 (ปี 2566-2570) ซึ่งกรมควบคุมมลพิษเป็นผู้จัดทำและอนุมัติจากคณะกรรมการอาหารแห่งชาติเมื่อต้นปี 2567 โดยตั้งเป้าหมายลดสัดส่วนขยะอาหารในขยะมูลฝอยลงให้เหลือไม่เกิน 28% ภายในปี 2570 (เทียบกับปีฐานคือปี 2564 ที่มีสัดส่วนขยะอาหาร 38.76% หรือ 39% โดยประมาณ)

 ตามแผนประกอบด้วย 3 มาตรการหลัก ได้แก่ การป้องกันและลดการเกิดขยะอาหารในกลุ่มผู้จำหน่ายและผู้ประกอบการเกี่ยวกับอาหาร ผู้บริโภค และการจัดการอาหารส่วนเกิน การจัดการและใช้ประโยชน์จากขยะอาหารการพัฒนาเครื่องมือจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหาร รวมถึงจัดทำข้อเสนอรูปแบบการคัดแยกและเก็บขยะมูลฝอยให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเป็นแนวทางดำเนินงาน

     ส่วนแนวปฏิบัติที่ดีในการป้องกันและลดขยะอาหาร ได้แก่ ภาครัฐยังได้ร่วมมือกันขับเคลื่อนการจัดการขยะอาหารตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้ร่วมมือกันจัดทำแนวปฏิบัติที่ดีในการป้องกันและลดขยะอาหาร รวมถึงการนำไปใช้ประโยชน์ โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนและผู้ประกอบการ