วิกฤติราคาบ้านพุ่งทั่วโลก ทำคนไร้บ้านทะลุ 300 ล้าน อยู่ในสลัมกว่าพันล้าน

วิกฤติราคาบ้านพุ่งทั่วโลก ทำคนไร้บ้านทะลุ 300 ล้าน อยู่ในสลัมกว่าพันล้าน

วิกฤติบ้านราคาพุ่งทั่วโลก จากการเก็งกำไรและค่าครองชีพสูง ทำให้คนไร้บ้านทะลุ 300 ล้าน และมีคนอยู่ในชุมชนแออัดมากกว่า 1,000 ล้านคน ในตอนนี้การซื้อบ้านกลายเป็นฝันเกินเอื้อมของชนชั้นกลางและล่าง

KEY

POINTS

  • วิกฤตราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูงทั่วโลกส่งผลให้มีคนไร้บ้านมากกว่า 300 ล้านคน และอีกกว่า 1,000 ล้านคนต้องอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด
  • สาเหตุหลักเกิดจากความต้องการที่อยู่อาศัยสูงกว่าอุปทาน การมองบ้านเป็นสินทรัพย์เพื่อเก็งกำไร และอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ทำให้ราคาบ้านและค่าเช่าพุ่งสูงเร็วกว่ารายได้
  • ปัญหานี้สร้างความเหลื่อมล้ำ ทำให้แรงงานวิชาชีพที่จำเป็น เช่น ครูและพยาบาล ไม่สามารถอาศัยอยู่ในชุมชนที่ตนทำงานได้ และเพิ่มความเสี่ยงให้ครัวเรือนตกอยู่ในภาวะไร้ที่อยู่อาศัย
  • แนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนต้องอาศัยการเพิ่มอุปทานที่อยู่อาศัย การควบคุมราคาที่ดินโดยภาครัฐ และการลงทุนในที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม (social housing) ควบคู่ไปกับความร่วมมือจากภาคเอกชน

ราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก กลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ที่ขัดขวางการเติบโตและบั่นทอนความมั่นคงของชุมชน เมื่อแรงงานวิชาชีพที่จำเป็น เช่น ครูหรือพยาบาล ไม่สามารถอาศัยอยู่ในชุมชนที่ทำงานอยู่ได้ โครงสร้างความมั่งคั่งของเมืองก็จะอ่อนแอลง ความเหลื่อมล้ำจะฝังรากลึก ในที่สุดเมืองต่าง ๆ ก็จะกลายเป็นพื้นที่สำหรับคนรวยที่ซื้อสินทรัพย์เพื่อเก็งกำไร

จุดเริ่มต้นของปัญหามาจากความต้องการที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกินกว่าอุปทานที่มีอยู่ นำไปสู่การขาดแคลนอสังหาริมทรัพย์ในตลาดที่ทวีความรุนแรงขึ้น ในประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้า อุปสรรคเชิงโครงสร้าง เช่น กฎหมายการแบ่งเขตที่ล้าสมัย กระบวนการขออนุญาตที่ล่าช้า และการต่อต้านการพัฒนาใหม่ ๆ ล้วนเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งการสร้างที่อยู่อาศัย

ขณะที่ในที่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ ปัญหาหลักอยู่ที่ความไม่มั่นคงในการถือครองที่ดิน การเข้าถึงเงินทุนที่จำกัด และต้นทุนค่าแรงและวัสดุก่อสร้างที่สูงลิ่ว ซึ่งการขยายตัวของความเป็นเมืองอย่างรวดเร็วได้แซงหน้าความสามารถของรัฐบาลในการวางแผนการเติบโตที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ การเปลี่ยนที่อยู่อาศัยให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อเก็งกำไรยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้น แทนที่จะถูกมองว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานเพื่อการอยู่อาศัย สถานการณ์นี้ส่งผลให้ราคาบ้านและค่าเช่าเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าอัตราการเติบโตของรายได้ในเกือบทุกเขตเมืองใหญ่ทั่วโลก ทำให้การครอบครองที่อยู่อาศัยกลายเป็นความฝันที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับชนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อย

ในสหรัฐ อัตราดอกเบี้ยจำนองที่สูงขึ้น ประกอบกับขาดแคลนที่ดินสำหรับการก่อสร้างทำให้ราคาบ้านในบางพื้นที่ เช่น ไมอามี สูงกว่ารายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนถึงเจ็ดเท่า ส่วนในยุโรป ข้อมูลระบุว่า ราคาบ้านพุ่งสูงขึ้นกว่า 50% และค่าเช่าเพิ่มขึ้นประมาณ 25% ระหว่างปี 2010-2024 โดย 10% ของครอบครัวในเมืองใหญ่จะต้องค่าเช่าบ้านมากกว่า 40% ของรายได้ทั้งหมด ปรากฏการณ์นี้ทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกไล่ที่และตกอยู่ในภาวะไร้ที่อยู่อาศัย หากต้องเผชิญกับวิกฤติทางการเงินอย่างกะทันหัน

ปัญหานี้ทำให้ ผู้คนมากกว่า 1,120 ล้านคนต้องอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด โดยเฉพาะในแอฟริกา ที่กว่า 62% เป็นที่อยู่อาศัยแบบชุมชนแออัด ขณะที่ในเอเชียแปซิฟิก มีผู้คนกว่า 1,000 ล้านคนต้องใช้ชีวิตโดยขาดแคลนระบบสุขาภิบาลที่เหมาะสมและเข้าไม่ถึงบริการน้ำสะอาดขั้นพื้นฐาน ชุมชนเหล่านี้มักตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงและไม่ได้เป็นผู้ถือครองที่ดิน ทำให้ผู้พักอาศัยต้องเผชิญกับอันตรายจากสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง

ขณะที่ จำนวนผู้ไร้ที่อยู่อาศัยโดยสมบูรณ์ยังพุ่งสูงถึง 300 ล้านคนทั่วโลก บาลากฤษณัน ราชโกปาล ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงของสหประชาชาติ ระบุว่า คนไร้บ้านในประเทศร่ำรวยเพิ่มขึ้น เพราะพวกเขาไม่สามารถแบกรับภาระค่าเช่าได้อีกต่อไป

ช่วงปี 2023-2024 สหรัฐมีคนไร้บ้านเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 771,480 คนในคืนเดียว ซึ่งเป็นผลมาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและค่าจ้างที่หยุดนิ่ง

อนาคลอเดีย รอสบัค ผู้อำนวยการบริหารโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) ระบุว่า “ในตอนนี้เรากำลังเผชิญกับวิกฤติที่อยู่อาศัยทั่วโลก มีผู้คนมากกว่า 300 ล้านคนต้องใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนน มากกว่า 1,000 ล้านคนอยู่ในชุมชนแออัด และอีกกว่า 3,000 ล้านคนอยู่ในที่อยู่อาศัยที่ไม่ได้มาตรฐาน และเรากำลังเผชิญกับวิกฤติค่าครองชีพที่สูงเกินไป ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ปรากฏให้เห็นในทุกที่ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่” 

รอสบัค ยังเน้นย้ำว่า ความต้องการในปัจจุบันนั้นมหาศาลมาก โดยเฉพาะความต้องการพื้นฐานอย่างการเข้าถึงน้ำสะอาด ที่ประชากรเกือบ 2,000 ล้านคนยังเข้าไม่ถึง

แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการปลดล็อกอุปทานที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง รัฐบาลควรปรับปรุงกระบวนการอนุมัติการใช้ที่ดินให้รวดเร็วขึ้น ส่งเสริมการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นสูง และรับนวัตกรรมที่ช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างมาใช้ พร้อมออกกฎหมายการแบ่งเขตที่ยืดหยุ่น

ขณะเดียวกัน ต้องสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่แบบผสมผสาน (mixed-use) ซึ่งจะช่วยสร้างเมืองที่น่าอยู่และรองรับอนาคตได้ รวมถึงนำอาคารร้าง อาคารเก่าที่ไม่ได้ใช้งานในชุมชนมาปรับปรุงให้เป็นที่อยู่อาศัยราคาประหยัด ก็นับยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนได้ในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม งบประมาณของภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้วิกฤตินี้ได้ รัฐบาลต้องสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุน เช่น การลดความเสี่ยง การสร้างความโปร่งใส และการเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อดึงดูดนักลงทุนสถาบันที่มองเห็นว่าอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เป็นเพียงทรัพย์สิน แต่เป็นช่องทางในการสร้างมูลค่าร่วมและการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมือง ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มีเป้าหมายสอดคล้องกันจะช่วยให้เกิดการสร้างที่อยู่อาศัยที่ยั่งยืนในระดับที่กว้างขึ้น

ในแง่ของนโยบาย รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการควบคุมราคาที่ดินและเพิ่มการลงทุนในที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม (social housing) เพื่อไม่ให้ที่อยู่อาศัยถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างความสำเร็จในกรุงเวียนนาและสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่า การที่รัฐมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินระยะยาวและการกำกับดูแลราคาอย่างเหมาะสม สามารถช่วยรักษาความสามารถในการครอบครองที่อยู่อาศัยได้แม้ในพื้นที่ที่มีความต้องการสูง 

นอกจากนี้ แนวคิดที่อยู่อาศัยมาก่อน (Housing First) ของฟินแลนด์ ซึ่งช่วยเหลือคนไร้บ้านโดยการจัดหาที่อยู่อาศัยแบบถาวรให้เป็นอันดับแรก โดยไม่บังคับให้ต้องเลิกติดยาหรือเข้ารับการบำบัดก่อน เพื่อให้มีความมั่นคงทางกายและใจ ก่อนที่จะได้รับการสนับสนุนด้านอื่น ๆ ก็เป็นโมเดลที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยลดภาวะไร้ที่อยู่อาศัยเรื้อรังได้

เมืองที่ยั่งยืนในทัศนะของอนาคลอเดีย รอสบัค ผู้อำนวยการ UN-Habitat คือ เมืองที่กะทัดรัด มีพื้นที่สีเขียว และเคารพความเป็นมนุษย์ ที่สำคัญเมืองควรมีการวางแผนผังเมืองที่ดี เพื่อรองรับการเติบโตของประชากร โดยเฉพาะในแอฟริกาและเอเชียที่ความเป็นเมืองกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัยที่มีตำแหน่งที่ตั้งเหมาะสมจะช่วยเพิ่มผลิตภาพของเมือง หากผู้คนไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปทำงานหลายชั่วโมงต่อวัน เมืองนั้นก็จะพร้อมสร้างโอกาสและรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม

การแก้ไขวิกฤติที่อยู่อาศัยไม่ใช่การกุศล แต่เป็นการลงทุนเพื่อรากฐานของสังคมและเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง เพราะการเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ช่วยขับเคลื่อนการจ้างงาน เพิ่มรายได้ของชาติ และสร้างโอกาสในการเคลื่อนที่ทางสังคม 

หากนานาประเทศยังคงนิ่งเฉยต่ออุปสรรคเชิงโครงสร้างและการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ วิกฤตินี้จะยิ่งหยั่งรากลึกจนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21 ดังที่ผู้อำนวยการ UN-Habitat ทิ้งท้ายไว้ว่า “สิทธิในที่อยู่อาศัยเป็นสิ่งที่ต้องร่วมกันสร้างและต้องการเจตจำนงทางการเมืองที่สอดรับกับการสนับสนุนของภาคประชาชน”


ที่มา:  Anadolu AjansiBig IssueEl PaisUNWorld Economic Forum