ในโลกที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ มนุษยชาติไม่ได้เผชิญเพียงวิกฤติใดวิกฤติหนึ่ง หากแต่ต้องรับแรงกระแทกจาก “หลายวิกฤติพร้อมกัน” ทั้งสังคมสูงวัย เทคโนโลยีที่แทนที่แรงงาน ภูมิอากาศที่ผันผวน เศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง และความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัวอย่างเงียบงัน ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ การพัฒนาประเทศที่ยังยึดติดกับตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
ดังนั้น การพัฒนาอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21 ต้องเริ่มจากการลงทุนใน “คน” ให้มีทักษะ ความรู้ และภูมิคุ้มกันต่อความเปลี่ยนแปลง สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาที่ทั่วถึงและเท่าทันโลก (SDG 4) การมีงานที่มีคุณค่าและเศรษฐกิจที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (SDG 8) สุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี (SDG 3) รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาสในสังคม (SDG 10)
ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้านดังกล่าว “ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้ออกมา “ส่งสัญญาณเตือน” ผ่านปาฐกถาพิเศษในงานเปิดตัวหลักสูตรพัฒนาองค์กรไทยยุคใหม่ “The Next Humans Skills” โดยความร่วมมือของ 3 องค์กร ได้แก่ Bitkub Academy, 9Expert Training และ Key Solutions Training
โดย “จิรายุส” ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า หากคนไทยไม่เร่งปรับตัว ประเทศอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร ท่ามกลาง 6 วิกฤติใหญ่ ที่กำลังถาโถมเข้ามาพร้อมกัน พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้สังคมไทยปรับเปลี่ยนกรอบความคิดเดิม โดยชวนให้ทุกคนกล้าตั้งเป้าหมาย ทำ “สิ่งที่ยาก” แทนการเลือกเส้นทางที่สบาย เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความได้เปรียบจะไม่ตกอยู่กับคนที่ปลอดภัยที่สุด หากแต่เป็นของผู้ที่กล้าเผชิญความไม่แน่นอน
“คนไทยจำนวนมากกำลังเสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หากยังไม่เร่งพัฒนาตนเองให้กลายเป็นคนแห่งอนาคต หรือ The Next Humans เนื่องจากประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ที่มีวิกฤติหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน”
6 วิกฤติ กำหนดอนาคตไทย
“จิรายุส” ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเชิงโครงสร้าง 6 ด้านหลัก ได้แก่
1.) ประชากรและสังคมสูงวัย (Super Aging Economy) - จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงเหลือเพียงราว 450,000 คนต่อปี จากเดิมที่เคยสูงถึง 1 ล้านคน หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป อีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรไทยอาจเหลือเพียง 33 ล้านคน และกว่า 20% ของประชากรจะมีอายุเกิน 65 ปี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังแรงงานและความสามารถในการแบกรับ GDP ของประเทศ
2.) Digital Disruption และ AI - เอไอกำลังเข้ามาแทนที่งานจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานออฟฟิศ (White Collar) ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกกำลังแยกออกเป็นสองขั้วแบบ K-Shape ระหว่างธุรกิจยุคใหม่ที่เติบโตเร็ว กับธุรกิจดั้งเดิมที่กลายเป็นภาระถ่วงเศรษฐกิจ
3.) การรวมตัวของอาเซียน (DEFA) - ภายในปี 2030 อาเซียนจะรวมตัวกันภายใต้ข้อตกลง Digital Economy Framework Agreement (กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน) จะส่งผลให้เกิดเสรีการเคลื่อนย้ายคน สินค้า บริการ และเงินทุน ประเทศไทยจะกลายเป็นเพียง “หนึ่งจังหวัด” ในตลาดแรงงานกว่า 600 ล้านคน หากแรงงานไทยขาดทักษะภาษา วินัย และดิจิทัล ก็จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทันที
4.) Green Transition และภาษีคาร์บอน - การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้กลายเป็นกติกาใหม่ของเศรษฐกิจโลก มาตรการอย่าง Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรปและภาษีคาร์บอนในหลายประเทศกำลังจะบังคับใช้อย่างจริงจัง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปล่อยคาร์บอนสูง
หากภาคธุรกิจไทยไม่เร่งปรับสู่ Green Supply Chain ทั้งการลดการปล่อย ใช้พลังงานสะอาด และเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากล จะเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ความสามารถในการแข่งขัน และการเข้าถึงเงินทุน ท่ามกลางเกณฑ์ ESG ที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลก
5.) วิกฤติหนี้สิน - ประเทศไทยเผชิญปัญหาหนี้เชิงโครงสร้าง โดยหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะรวมกันใกล้ 90% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ การออม และเสถียรภาพทางการเงิน ระยะยาวอาจจำกัดความสามารถรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มความเปราะบางจากปัจจัยภายนอก หากไม่ยกระดับรายได้และผลิตภาพแรงงาน หนี้อาจกลายเป็น “ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ” ที่บั่นทอนการเติบโตของประเทศ
6.) ความเชื่อมั่นในตลาดทุน - ปัญหาธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้เงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศไหลออกไปยังตลาดที่มีมาตรฐานกำกับดูแลและศักยภาพการเติบโตสูงกว่า ส่งผลให้ภาคธุรกิจระดมทุนได้ยากขึ้น หากไม่เร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น ไทยอาจสูญเสียบทบาทศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคในระยะยาว
3 เสาหลักแห่งทักษะ "The Next Humans"
เพื่อให้อยู่รอดและเติบโตได้ในอนาคต "จิรายุส" เสนอว่าทุกคนต้องพัฒนา 3 ทักษะสำคัญ ดังนี้
เสาหลักที่ 1: Financial Literacy (ความรู้ทางการเงิน) ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอนเรื่องการเงินที่ถูกต้อง ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เผชิญปัญหาหนี้สิน ปัจจุบันเราอยู่ในยุค Currency Debasement หรือการด้อยค่าของเงินจากการพิมพ์เงินเพิ่ม ซึ่งเปรียบเสมือนภาษีทางอ้อมที่ทำให้เงินออมในธนาคารลดมูลค่าลงประมาณ 10% ทุกปี ดังนั้น "คนแห่งอนาคต" ต้องเรียนรู้เรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลและการลงทุนในโลกยุคใหม่เพื่อก้าวข้าม "กับดักหนู" ให้ได้
เสาหลักที่ 2: Digital Literacy (ความเข้าใจในเทคโนโลยีดิจิทัล) ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทักษะที่มนุษย์มีอยู่ถึง 44% จะไม่มีประโยชน์อีกต่อไป และ 1 ใน 3 ของประชากรโลกต้องกลับไปเรียนหนังสือใหม่ การเข้ามาของ AI จะไม่ได้แค่ช่วยเพิ่มผลผลิต แต่จะเข้ามาแทนที่งานทั้งในส่วนของ White Collar และ Blue Collar ผ่าน Humanoid Robots ที่จะมีราคาถูกลงและถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย AI จะกลายเป็น "อวัยวะที่สอง" ที่ทุกคนต้องใช้ให้เป็นเหมือนคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
เสาหลักที่ 3: Health Literacy (ความรอบรู้ด้านสุขภาพ) วิกฤติที่ใหญ่ที่สุดในอีก 5 ปีข้างหน้าอาจไม่ใช่วิกฤติการเงิน แต่คือ วิกฤติสุขภาพ ปัจจุบันไทยใช้เงินรักษาผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สูงถึง 20% ของ GDP ซึ่งเท่ากับรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด ดังนั้น ควรเปลี่ยนจาก Sick Care (รักษาเมื่อป่วย) เป็น Health Creation (การสร้างสุขภาพเชิงป้องกัน) เช่น การรับวิตามิน D3 การขยับร่างกายทุก 45 นาที และการนอนให้เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้กองทุนสุขภาพของประเทศล่มสลายในอนาคต
“จิรายุส” ทิ้งท้ายว่า การสร้างคนแห่งอนาคต คือรากฐานของความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพราะการปรับตัวเมื่อสายเกินไปจะมีต้นทุนที่เจ็บปวดกว่าหลายเท่า
“เราต้องร่วมกันสร้างคนแห่งอนาคตเพื่อให้ประเทศไทยอยู่รอด และจงกล้าที่จะทำสิ่งที่ยาก เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง”





