‘SME Green Productivity"’เท1.5หมื่นล้าน ดึงรายย่อย1.7พันแห่งพร้อมท้าอนาคตสีเขียว

เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2567 เห็นชอบให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ดำเนินโครงการดังกล่าว โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท และกรอบวงเงินงบประมาณชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย 1,350 ล้านบาท เพื่อให้ผู้กู้ได้รับอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 %ต่อปีใน 3 ปีแรก (รัฐบาลชดเชยให้ ธพว. 3 %ใน 3 ปีแรก) พร้อมกำหนดวงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 10 ล้านบาท และสิ้นสุดรับคำขอกู้ภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2568 หรือจนกว่าจะเต็มวงเงิน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเตรียมพิจารณาให้ความเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการสินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินรวม 15,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการสินเชื่อธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการยกระดับผลิตภาพควบคู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวให้ทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม จากผลการดำเนินโครงการ ณ วันที่ 31 ต.ค. 2568 พบว่า มีวงเงินอนุมัติสินเชื่อรวม 4,826 ล้านบาท คิดเป็น 32% ของวงเงินโครงการ และยังมีผู้ประกอบการยื่นขอสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ทำให้ยังมีวงเงินคงเหลือจำนวนมากซึ่งสามารถต่อยอดช่วย SME ได้ในปี 2569 กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเสนอปรับปรุงหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการ
ภายใต้กรอบวงเงินเดิม ได้แก่ 1. ขยายระยะเวลารับคำขอกู้จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 ธ.ค.2568 เป็น สิ้นสุดวันที่ 30 ธ.ค. 2569 เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมความพร้อมและเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น
2.ปรับปรุงกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยเพิ่มคำว่า “ยานพาหนะ” ในกลุ่มเป้าหมายที่ 2 เพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับเปลี่ยนยานพาหนะมาใช้พลังงานสะอาด นอกเหนือจากระบบไฟฟ้า (EV) เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ
3.ขยายวงเงินสินเชื่อต่อรายจากเดิมไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็น ไม่เกิน 30 ล้านบาท เพื่อสนับสนุน SME ที่ต้องลงทุนสูงในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต เครื่องจักร อุปกรณ์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานหรือกิจการในนิคมอุตสาหกรรมที่มีความต้องการเงินลงทุนมากกว่าหลักเกณฑ์เดิม
“การปรับปรุงครั้งนี้ ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวงเงินสินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท และกรอบงบชดเชย 1,350 ล้านบาทเดิม ไม่เป็นการสร้างภาระผูกพันเพิ่มเติม โดยคณะกรรมการ ธพว. ได้เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นสนับสนุน โดยมองว่าจะช่วยให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้กว้างขึ้นประมาณ 1,700 ราย เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจราว 68,700 ล้านบาท และช่วยรักษาการจ้างงานได้ไม่น้อยกว่า 27,680 อัตรา”
ทั้งนี้ ภาครัฐจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการรับทราบโอกาสและประโยชน์จากโครงการ พร้อมสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม ส่งเสริมการปรับปรุงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ SME ไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระยะยาว
นางสาวลลิดา กล่าวอีกว่า ครม. รับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำเสนอเพื่อทราบแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 และสอดคล้องกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (NDC)
โดย ครม.ได้มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลักในการบูรณาการและสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย ตลอดจนมาตรการและกลไกที่จำเป็น เพื่อผลักดันให้เกิดโครงการ CCS อย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมกันนี้มอบหมายให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการ รับผิดชอบหลักในการกำกับดูแลและประสานหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานระยะศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ซึ่งครอบคลุมทั้งการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน และการเข้าพื้นที่เพื่อเจาะหลุมสำรวจ ตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS
คณะรัฐมนตรียังรับทราบแนวทางการมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่จำเป็น เพื่อให้การศึกษาดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ อาทิ การพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ในการนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทย การพิจารณายกเว้นอากรนำเข้าวัสดุและอุปกรณ์ที่จำเป็นเฉพาะสำหรับโครงการ รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการและขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น โดยมีการจัดทำขอบเขตความร่วมมือเพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินทางธรณีวิทยาในอ่าวไทยตอนบน และกำหนดกิจกรรมหลัก ได้แก่ การประมวลผลข้อมูลคลื่นไหวสะเทือน (Re-processing) การเข้าพื้นที่สำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนในอ่าวไทยตอนบนประมาณ 1,000 ตารางกิโลเมตร (คาดว่าจะเริ่มในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2569) และการเจาะหลุมสำรวจพร้อมการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินศักยภาพเชิงลึก (คาดว่าจะเริ่มในปี 2570)
ทั้งนี้หากผลการศึกษายืนยันความเหมาะสมและมีความพร้อมด้านกฎหมายรองรับ จะสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งบนบกและในทะเล เช่น สถานีรวบรวมก๊าซ หลุมอัดกลับ ท่อขนส่งใต้ทะเล และระบบติดตามเฝ้าระวัง เพื่อรองรับการดักจับและอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตั้งแต่ปี 2577 เป็นต้นไป







