‘ม.เชียงใหม่’ รุกแผน ‘คาร์บอนวัน’ ปรับตัวรับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

‘ม.เชียงใหม่’ รุกแผน ‘คาร์บอนวัน’ ปรับตัวรับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

อธิการบดี ม.เชียงใหม่ ประกาศแผน ‘คาร์บอนวัน’ สร้างเครือข่ายรับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ตั้งเป้าความเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2032 ลุยไฟฟ้าแสงอาทิตย์ จัดการของเสียเป็นพลังงาน

สถานการณ์วิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก ซึ่งทำให้ทั่วโลกเดินหน้าแผนลดการปล่อยคาร์บอน โดยประเทศไทยประเทศเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยสถาบันการศึกษาถือเป็นอีกส่วนที่จะช่วยขับเคลื่อนการลดคาร์บอนได้

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ให้สัมภาษณ์สื่อเครือเนชั่น ว่า มช.กำหนดเป้าหมายท้าทายในการขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยประกาศเจตนารมณ์ CMU Carbon One เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2032 เพื่อให้รับทราบว่าส่วนใดทำสำเร็จบ้างก่อนจะไปถึง Net Zero

ทั้งนี้ ปัจจุบัน มช.ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ จากการจัดอันดับ THE Impact Rankings 2025 ให้เป็นอันดับที่ 44 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย รวมถึงคว้าอันดับที่ 40 ของโลกในด้าน SDG 13 (Climate Action)

เป้าหมายสำคัญในปีงบประมาณ 2569 เฉพาะ Main Sector ของมหาวิทยาลัย คือการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 27,314 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tonCO2eq) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนความเป็นกลางทางคาร์บอนถึง 72% เมื่อเทียบกับการดำเนินงานตามปกติ (BAU) โดยการขับเคลื่อนนี้ดำเนินการผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลักที่ครอบคลุมทุกมิติ ดังนี้

‘ม.เชียงใหม่’ รุกแผน ‘คาร์บอนวัน’ ปรับตัวรับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

1.การติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ (Measurement, Reporting & Verification) โดยรากฐานสำคัญของการลดคาร์บอนคือการมีฐานข้อมูลที่แม่นยำ มช.ได้พัฒนา CMU Carbon Footprint Platform ซึ่งเป็นระบบรายงานและติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบออนไลน์ที่ครอบคลุมทั้ง Scope 1, 2 และ 3

นอกจากนี้ หลายหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย เช่น สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ และศูนย์การศึกษาหริภุญไชย ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร (CFO) จากองค์การบริหารจัดการ ก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO เพื่อยืนยันถึงมาตรฐานความโปร่งใส

2.การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเชิงรุก (GHG Mitigation) โดย มช.ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในหลายด้าน ได้แก่

ด้านพลังงาน มีการติดตั้ง Solar Rooftop ไปแล้วกว่า 180 อาคาร คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 15 เมกะวัตต์ (MWp) ซึ่งช่วยลดคาร์บอนได้กว่า 9,700 ตันต่อปี ควบคู่ไปกับการใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS)

ด้านการขนส่ง ให้บริการรถไฟฟ้า (CMU Electric Mass Transit) จำนวนกว่า 40 คัน พร้อมแอปพลิเคชัน ติดตามตำแหน่งแบบ Real-time ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 1,650 ตันต่อปี

ด้านการจัดการของเสีย ดำเนินนโยบาย Zero Waste บริหารจัดการขยะแบบครบวงจร เพื่อนำกลับมาผลิตเป็นพลังงาน (Waste to Energy) ลดการฝังกลบและลดคาร์บอนได้ถึง 4,500 ตันต่อปี รวมถึงการจัดการอัจฉริยะ นำเทคโนโลยี Easy Smart Meter มาใช้ตรวจวัดการใช้พลังงานแบบ Real-time เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

3.การดูดกลับและกักเก็บก๊าซเรือนกระจก (GHG Removal, Capture & Storage) เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยฟื้นฟูป่าไม้และดูแลพื้นที่สีเขียวกว่า 4,000 ไร่ ซึ่งคาดว่ากักเก็บคาร์บอนได้ถึง 8,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี 

รวมทั้งยังมีการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) เพื่ออนาคต

4.การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation & Resilience) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยได้วางแผนบริหารความเสี่ยงและจัดทำแผนรับมือ ภัยพิบัติจากสภาพอากาศ เช่น ปัญหาน้ำท่วม 

ทั้งนี้ ได้มีการวางบทบาทเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำและ สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัวให้กับมหาวิทยาลัยและชุมชนโดยรอบ

5.การศึกษาและวิจัยเพื่อสังคม (Education, Research & Community Outreach) มุ่งขยายผลสู่สังคมผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ สำหรับการจัดอีเวนต์ (Carbon Neutral Event) เพื่อส่งเสริมการจัดกิจกรรมคาร์บอนต่ำ 

รวมถึงการพัฒนาหลักสูตร การฝึกอบรมบุคลากร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านความยั่งยืน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และขยายผลกระทบ เชิงบวกสู่ชุมชนและสังคมในวงกว้าง

นอกจากนี้ โครงการ CMU Carbon One ไม่ใช่แผนงานภายในมหาวิทยาลัยแต่เป็นต้นแบบของการบูรณาการเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าความเป็นกลาง ทางคาร์บอนเป็นเป้าหมายที่เป็นจริงได้ ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน