‘เกาหลีใต้’ แบน ‘ฟาร์มหมี’ เพื่อสกัดเอาน้ำดี สิ้นสุดยุคสมัยแห่งการทรมานสัตว์

เกาหลีใต้ประกาศยกเลิกทำ ฟาร์มหมีเพื่อสกัดเอาน้ำดี ฝ่าฝืนเลี้ยงต่อติดคุกสูงสุด 5 ปี สิ้นสุดยุคทรมานสัตว์ สู่การดูแลสวัสดิภาพสัตว์
KEY
POINTS
- เกาหลีใต้ประกาศแบนอุตสาหกรรมฟาร์มหมีเพื่อสกัดน้ำดีอย่างเป็นทางการ โดยจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2026 เพื่อยุติการทารุณกรรมสัตว์ที่ดำเนินมานานกว่า 40 ปี
- การแบนเป็นผลมาจากการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า ซึ่งกำหนดให้การเพาะพันธุ์หมีและการสกัดน้ำดีเพื่อจำหน่ายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี
- ปัจจุบันยังคงมีหมีประมาณ 200 ตัวในฟาร์ม ซึ่งรัฐบาลจะให้เงินอุดหนุนเกษตรกรเพื่อดูแลชั่วคราว แต่ยังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนสถานที่พักพิงถาวรสำหรับหมีเหล่านี้
“เกาหลีใต้” เปิดศักราชใหม่ ด้วยการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ ด้วยการประกาศยกเลิกอุตสาหกรรมการทำฟาร์มหมีเพื่อสกัดน้ำดีอย่างเต็มรูปแบบ มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2026 หลังจากดำเนินกิจการมานานกว่า 4 ทศวรรษ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากนานาชาติเกี่ยวกับประเด็นการทารุณกรรมสัตว์และการสกัด “ดีหมี” สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ทางเลือก
การทำฟาร์มหมีเพื่อเอาน้ำดีในเกาหลีใต้เริ่มต้นขึ้นในปี 1981 เมื่อรัฐบาลในขณะนั้นได้อนุญาตและส่งเสริมให้มีการนำเข้าและเพาะพันธุ์หมีเพื่อเป็นแนวทางในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ชนบท หมีที่ถูกนำเข้ามาส่วนใหญ่คือ “หมีควาย” (Asiatic black bears) ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซียและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แม้ว่าในปี 1985 ทางการจะสั่งห้ามนำเข้าหมีเพิ่มเนื่องจากแรงกดดันจากนานาชาติ แต่การกักขังหมีที่มีอยู่เดิมเพื่อสกัดน้ำดีและอวัยวะต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไป
ดีหมีกลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก เนื่องจากมีกรดเออร์โซดีออกซีโคลิก สูง สามารถรักษาโรคได้หลากหลาย ตั้งแต่โรคลมบ้าหมู โรคตับ ไปจนถึงโรคหัวใจและริดสีดวงทวารได้
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หมีเหล่านี้ต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายเกินกว่าจะจินตนาการได้ พวกมันถูกกักขังอยู่ในกรงเหล็กขนาดเล็กที่แห้งแล้งและสกปรกตลอดชั่วชีวิต ฟาร์มหลายแห่งมีการจัดการที่ไม่เหมาะสมจนนำไปสู่เหตุน่าสลดใจ เช่น หมีทำร้ายกันเองจนเสียชีวิตภายในกรง หรือการที่หมีบางตัวต้องทนทุกข์อยู่ในพื้นที่แคบๆ นานหลายสิบปีโดยไม่เคยมีโอกาสสัมผัสพื้นหญ้าหรือแสงแดดตามธรรมชาติ
เมื่อผู้คนรับรู้ถึงความโหดร้ายนี้ จึงทำให้ความนิยมบริโภคดีหมีลดลงฮวบฮาบในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา สาธารณชนตระหนักถึงประเด็นทางจริยธรรมมากขึ้น ประกอบกับการมีทางเลือกทางการแพทย์อื่น ๆ ที่ราคาถูกและมีประสิทธิภาพไม่ต่างกัน
การประกาศแบนในครั้งนี้เป็นผลมาจากการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองและจัดการสัตว์ป่า ซึ่งผ่านความเห็นชอบเมื่อเดือนธันวาคม 2023 โดยกำหนดให้การเพาะพันธุ์หมีและการสกัดน้ำดีเพื่อบริโภคหรือจำหน่ายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ผู้ที่ฝ่าฝืนอาจต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี
ทั้งนี้รัฐบาลยังได้กำหนดระยะเวลาผ่อนปรน 6 เดือนเพื่อให้เกษตรกรดูแลหมีในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยจะมีการสนับสนุนเงินทุนสำหรับค่าอาหารและการดูแลทางการแพทย์ แต่ยังคงสั่งห้ามสกัดน้ำดีโดยเด็ดขาดในช่วงเวลานี้
คิม ซอง-ฮวาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “แผนการยุติธุรกิจฟาร์มหมีเป็นการดำเนินตามปณิธานของประเทศในการปรับปรุงสวัสดิภาพของสัตว์ป่าและปฏิบัติตามความรับผิดชอบต่อสากล เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้แน่ใจว่าหมีทุกตัวจะได้รับการคุ้มครองจนถึงตัวสุดท้าย”
ในปัจจุบันจะยังคงมีหมีราว 200 ตัวที่ยังถูกกักขังอยู่ในฟาร์ม 11 แห่งทั่วประเทศ และยังคงขาดแคลนสถานที่พักพิงสำหรับหมีที่เหล่านี้ เนื่องจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าของรัฐที่จัดสร้างขึ้นยังไม่สามารถรองรับหมีได้ทั้งหมดในคราวเดียว
ชอน จิน-คยอง ประธานกลุ่ม Korea Animal Rights Advocates กล่าวว่า “เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลยุติอุตสาหกรรมนี้ แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ยังมีมาตรการไม่เพียงพอในการปกป้องหมี เพราะยังไม่มีสถานที่ที่เพียงพอให้พวกมันได้พักอาศัย”
ขณะที่ คิม กวาง-ซู เลขานุการกลุ่มผู้เลี้ยงหมี กล่าวว่าจะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ก็ได้แสดงความผิดหวัง พร้อมระบุว่าเป็น “นโยบายที่แย่มาก” เนื่องจากเกษตรกรหลายรายต้องเผชิญกับความยากลำบากทางการเงินและจำใจต้องขายหมีในราคาที่ต่ำมาก
ทั้งนี้ ลี แช-อึน อธิบดีกรมอนุรักษ์ธรรมชาติ กระทรวงสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า รัฐบาลวางแผนที่จะแก้ไขปัญหานี้โดยการอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมีที่ดูแลสัตว์เหล่านั้นเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นการสนับสนุนการเจรจาต่อรองอย่างมีประสิทธิภาพ
“เรากำลังพิจารณาให้เงินสนับสนุน 69-104 ดอลลาร์ต่อหมีหนึ่งตัว โดยมีวงเงินสูงสุดต่อเดือนที่ประมาณ 1,730 ดอลลาร์” พร้อมกล่าวเสริมว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงหมีส่วนใหญ่เต็มใจที่จะขายหมีของตนแล้ว
อ่านต่อ: Euro News, Korea Joongang Daily, People, Yonhap







