'โซล่าร์พลัส' จุดเปลี่ยนพลังงานโลกสู่ไฟฟ้าสะอาด-โอกาสที่ไทยไม่ควรตกขบวน

'โซล่าร์พลัส' จุดเปลี่ยนพลังงานโลกสู่ไฟฟ้าสะอาด-โอกาสที่ไทยไม่ควรตกขบวน

พลังงานสะอาดไม่ได้เป็นแค่ทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่คือ "ทางรอด" ทางเศรษฐกิจ เมื่อราคาโซล่าร์และแบตเตอรี่ดิ่งเหว จนเกิดปรากฏการณ์ "จุดเปลี่ยนเชิงบวก"

KEY

POINTS

  • โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนด้านพลังงาน โดย "โซล่าร์พลัส" (โซล่าร์เซลล์คู่กับแบตเตอรี่) กลายเป็นพลังงานทางเลือกที่ถูกและมีประสิทธิภาพสูงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ประเทศไทยปรับตัวรับกระแสโลกผ่านแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2024) ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ภายในปี 2580 โดยเน้นพลังงานแสงอาทิตย์
  • การเติบโตของโซล่าร์รูฟท็อปในภาคประชาชนและนโยบายผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ

พลังงานสะอาดไม่ได้เป็นแค่ทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่คือ "ทางรอด" ทางเศรษฐกิจ เมื่อราคาโซล่าร์และแบตเตอรี่ดิ่งเหว จนเกิดปรากฏการณ์ "จุดเปลี่ยนเชิงบวก" (Positive Tipping Point) ที่ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่าฟอสซิลหลายเท่าตัว ขณะที่ไทยเริ่มขยับรับเทรนด์โลกด้วยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่

โลกกำลังถึงจุดเปลี่ยน เมื่อ "ไฟฟ้าสะอาด" กลายเป็นผู้ชนะ

ในปัจจุบัน โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่เรียกว่า "จุดเปลี่ยนเชิงบวก" ของพลังงานสะอาด โดยเฉพาะระบบ "โซล่าร์พลัส" (Solar Plus) หรือการใช้โซล่าร์เซลล์ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งกลายเป็นแหล่งพลังงานใหม่ที่ถูกที่สุดในหลายประเทศ ความก้าวหน้าในทศวรรษที่ผ่านมาทำให้ต้นทุนโซล่าร์และลมลดลงกว่า 80% ขณะที่แบตเตอรี่ลดลงเกือบ 90% ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553

ทำไมไฟฟ้าสะอาดถึงชนะขาด

  • ประสิทธิภาพทางฟิสิกส์: การเผาถ่านหินหรือก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้านั้นสูญเสียพลังงานไปเปล่าๆ ถึง 2 ใน 3 (40-80%) ในขณะที่ไฟฟ้าสะอาดลดการสูญเสียนี้อย่างมหาศาล
  • ความประหยัด: ในปี พ.ศ. 2567 กว่า 90% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ทั่วโลกมาจากพลังงานหมุนเวียน เพราะนอกจากจะช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า และราคาถูกกว่า
  • พลังของสังคม: ตัวอย่างในปากีสถานเกิดกระแสการติดโซล่าร์เซลล์ในระดับครัวเรือนและภาคเกษตรอย่างก้าวกระโดด เพียง 6 ปี มีกำลังผลิตจากโซล่าร์ในระบบนี้มากกว่ากำลังผลิตไฟฟ้าของทั้งประเทศเสียอีก

ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ตัวเร่งสปีดการเปลี่ยนผ่าน

การปฏิวัติไม่ได้หยุดอยู่แค่โรงไฟฟ้า แต่กำลังลามไปบนท้องถนน ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งจาก 2% เป็น 20% ทั่วโลกในเวลาเพียง 6 ปี โดยมีจีนเป็นผู้นำตลาดรถบรรทุกไฟฟ้าที่มียอดขายสูงถึง 46% ในปีนี้ และคาดว่าจะแตะ 60% ในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งทุกๆ เปอร์เซ็นต์ที่ EV เพิ่มขึ้น หมายถึงความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลงและการลดอิทธิพลของกลุ่มธุรกิจฟอสซิล

เจาะลึกสถานการณ์ในประเทศไทย ก้าวต่อไปสู่พลังงานสะอาด

ประเทศไทยเองก็ไม่ได้นิ่งเฉยต่อกระแสโลกนี้ โดยมีการปรับเปลี่ยนนโยบายและสถิติที่น่าสนใจดังนี้:

  • แผน PDP 2024: ภายใต้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ (PDP 2024) ไทยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ภายในปี พ.ศ. 2580 โดยเน้นไปที่พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก
  • กระแสโซล่าร์ภาคประชาชน: ข้อมูลจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ระบุว่าคนไทยหันมาติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าที่ผันผวนตามราคาก๊าซธรรมชาติ
  • ศูนย์กลาง EV แห่งอาเซียน: ไทยตั้งเป้าหมาย "30@30" คือการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อรักษาฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลกเอาไว้
  • การลงทุนแบตเตอรี่: รัฐบาลไทยออกมาตรการสนับสนุนการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ในประเทศ เพื่อรองรับทั้งอุตสาหกรรม EV และระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ "โซล่าร์พลัส"

3 ปัจจัยเร่ง เพื่อให้ไทยไปถึงเป้าหมาย

เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม บทความเน้นย้ำถึง 3 สิ่งที่ต้องทำ

  • การลงทุน: เร่งระดมทุนทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าสู่ระบบกักเก็บพลังงานและโครงข่ายสายส่ง (Smart Grid)
  • ความร่วมมือสากล: การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศผู้นำอย่างจีนและยุโรป
  • การขับเคลื่อนโดยชุมชน: ส่งเสริมให้ท้องถิ่นบริหารจัดการพลังงานได้เอง เช่น ระบบไมโครกริด (Micro-grid) ในพื้นที่ห่างไกล

จุดเปลี่ยนนี้ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่มันกำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ใครที่ปรับตัวได้เร็วกว่า ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาโลก แต่จะกุมความได้เปรียบทางเศรษฐกิจในยุคใหม่ไว้อย่างยั่งยืน

ที่มา : University of Exeter