เจาะลึก 'มหากาพย์ EPR' ปฏิวัติขยะบรรจุภัณฑ์สู่ขุมทรัพย์เศรษฐกิจโลก

เจาะลึก 'มหากาพย์ EPR' ปฏิวัติขยะบรรจุภัณฑ์สู่ขุมทรัพย์เศรษฐกิจโลก

จากนโยบายสิ่งแวดล้อมสู่กลไกสร้างรายได้มหาศาล  EPR คือทางรอดเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เปลี่ยน "ภาระขยะ" ให้เป็น "มูลค่า"

KEY

POINTS

  • EPR คือหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตในการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ ซึ่งกำลังกลายเป็นกฎหมายบังคับใช้ในหลายประเทศทั่วโลกเพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจ
  • ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบ EPR แบบสมัครใจไปสู่กฎหมายบังคับใช้ โดยเตรียมผลักดัน "ร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน" ให้มีผลบังคับใช้ภายในปี 2568
  • EPR จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมายการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ภายในปี 2570 และกระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับตัวด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

จากนโยบายสิ่งแวดล้อมสู่กลไกสร้างรายได้มหาศาล  EPR คือทางรอดเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เปลี่ยน "ภาระขยะ" ให้เป็น "มูลค่า" ขณะที่ประเทศไทยเตรียมยกระดับจากระบบสมัครใจสู่กฎหมายบังคับใช้จริงภายในปี  2568 หวังดึงผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบวงจรชีวิตสินค้า 100%

การบริหารจัดการขยะโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อแนวคิด Extended Producer Responsibility (EPR) หรือ การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงการ CSR อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่กว่า 63 เขตอำนาจศาลทั่วโลกกำลังเร่งตรากฎหมายบังคับใช้ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ยั่งยืนและคืนกำไรให้กับภาคธุรกิจ

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ปลดล็อกศักยภาพ EPR

จากการระดมสมองของผู้นำภาคเอกชนทั่วโลก พบว่าหัวใจสำคัญที่จะทำให้ EPR ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริงประกอบด้วย

  • นวัตกรรมดิจิทัลและการติดตาม (Traceability): Vikram Prabhakar จาก Recykal ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยี AI และระบบรหัสลับ (Encrypted Code) บนบรรจุภัณฑ์จะเปลี่ยนโลกของการรีไซเคิล ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ "รัฐกัว ประเทศอินเดีย" ที่เตรียมเปิดตัวระบบมัดจำคืนเงินดิจิทัลในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจะบันทึกการเดินทางของขวดเครื่องดื่มทุกใบตั้งแต่โรงงานจนถึงเครื่องรับคืนอัตโนมัติ ช่วยลดการรั่วไหลของขยะสู่ธรรมชาติได้อย่างแม่นยำ
  • โอกาสใหม่ในประเทศกำลังพัฒนา: Roberto Benetello จาก MAREA มองว่า EPR คือโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศกำลังพัฒนา เพราะจะเกิดตลาดใหม่ในการรับรองสิทธิการรีไซเคิล (Recycling Claims) และการจ้างงานในภาคส่วนการจัดการข้อมูล รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนเก็บขยะนอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบที่มีสวัสดิการและปลอดภัย
  • พลังของความร่วมมือรัฐ-เอกชน: Beatriz Mejia จาก The Coca Cola Company เน้นย้ำว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า EPR ในแถบละตินอเมริกาจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับกลุ่มสหกรณ์คนเก็บขยะ และกระตุ้นให้นักออกแบบสินค้าหันมาใช้ "Eco-design" ที่เอื้อต่อการหมุนเวียนวัสดุมากขึ้น
  • กลไกการเงินที่ยั่งยืน: Maarten Dubois จาก Deloitte และ Cédric Dever จาก Consumer Goods Forum ยืนยันตรงกันว่า EPR คือเครื่องมือที่ช่วยสร้างรายได้ที่คาดการณ์ได้ (Predictable Revenue) เพื่อนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการคัดแยกและรีไซเคิล ซึ่งช่วยลดภาระงบประมาณของภาครัฐในระยะยาว
  • กับดัก "ค่าธรรมเนียม" และการไหลออกของทรัพยากร: Akshay Shah จาก Silafrica ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า ค่าธรรมเนียม EPR ที่แตกต่างกันเกินไปในแต่ละประเทศ (เช่น PET มีตั้งแต่ 700 ไปจนถึง 20,000 กว่าบาทต่อตัน) อาจทำให้เกิดการส่งออกขยะที่มีค่าไปยังประเทศที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า ซึ่งส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมรีไซเคิลในประเทศต้นทาง

เจาะลึกสถานการณ์ในประเทศไทย จาก "สมัครใจ" สู่ "กฎหมายบังคับ"

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ EPR อย่างเต็มตัว โดยมีรายละเอียดที่น่าจับตามองดังนี้

1. ร่าง พ.ร.บ. การจัดการขยะอย่างยั่งยืน

กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังเร่งจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน พ.ศ. .... ซึ่งหัวใจสำคัญคือการกำหนดให้ผู้ผลิตเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการบรรจุภัณฑ์ โดยคาดว่าจะมีการนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาภายในปี พ.ศ. 2568 นี้ กฎหมายฉบับนี้จะเปลี่ยนโฉมการจัดการขยะจากเดิมที่เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นฝ่ายเดียว ให้กลายเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ผลิต

2. โครงการนำร่อง "PackBack" โดย TIPMS

สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMS) ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินโครงการ "PackBack เก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อวันที่ยั่งยืน" โดยร่วมกับเทศบาลในจังหวัดชลบุรี เพื่อทดลองระบบการจัดเก็บขยะ 5 ประเภท (พลาสติก, แก้ว, กระดาษ, โลหะ, อลูมิเนียม) ผลการดำเนินงานเบื้องต้นพบว่าสามารถดึงขยะกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้มากขึ้น และลดปริมาณขยะที่ต้องส่งไปฝังกลบได้อย่างมีนัยสำคัญ

3. สถิติและเป้าหมายที่ท้าทาย

ปริมาณขยะพลาสติกในไทย: มีประมาณ 2 ล้านตันต่อปี แต่ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้เพียงประมาณ 25% เท่านั้น

  • เป้าหมาย Roadmap: ไทยตั้งเป้านำขยะพลาสติกเป้าหมายกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้ 100% ภายในปี พ.ศ. 2570 ซึ่ง EPR จะเป็นกลไกหลักที่จะทำให้เป้าหมายนี้เป็นจริงได้

ก้าวต่อไปของธุรกิจไทย

การมาถึงของ EPR ไม่ใช่เพียงการเพิ่มต้นทุน แต่คือการปรับโครงสร้างธุรกิจให้เข้ากับเกณฑ์มาตรฐานโลก หากธุรกิจใดสามารถปรับตัวได้เร็ว โดยการใช้นวัตกรรมออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ 100% หรือเข้าร่วมระบบจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ ธุรกิจนั้นจะไม่เพียงแต่ลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย แต่ยังจะได้เปรียบในเชิงการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับ ESG (Environment, Social, and Governance) อย่างเข้มงวด

ที่มา : World Economic Forum