วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

PM2.5 ทำป่วย จี้รัฐบาลใหม่ 60 วันแรก เร่งคืน 'กองทุนอากาศสะอาด' สู่ร่างกฎหมาย

PM2.5 ทำป่วย จี้รัฐบาลใหม่ 60 วันแรก เร่งคืน 'กองทุนอากาศสะอาด' สู่ร่างกฎหมาย

ในการเสวนาวิชาการเรื่อง "ทำไมเราต้องมีเครื่องมือเศรษฐศาสตร์และกองทุนในร่าง พรบ.อากาศสะอาด?” ซึ่งจัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ NIDA ได้ข้อสรุปว่า หากรัฐบาลชุดใหม่ต้องการแก้ไขปัญหาวิกฤติมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง จะต้องนำร่างพระราชบัญญัติ (พรบ.) บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด กลับมาพิจารณาอย่างเร่งด่วน โดยต้องคงมาตรการทางเศรษฐศาสตร์และกลไกทางการเงินที่สำคัญไว้ครบถ้วน

การเสวนานี้มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วม ได้แก่ รศ.ดร. ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), และ สฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าทีมวิจัย แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thai;and) โดยมี รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดฯ เป็นผู้ดำเนินรายการ

PM2.5 ทำป่วย จี้รัฐบาลใหม่ 60 วันแรก เร่งคืน 'กองทุนอากาศสะอาด' สู่ร่างกฎหมาย

วิกฤติมลพิษ ต้นทุนทางสังคมที่บิดเบือน

“รศ.ดร. ขนิษฐา” เน้นย้ำถึงความรุนแรงของปัญหา โดยระบุว่า มลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 เป็นสัดส่วนหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลก ซึ่งในปี 2019 มีผู้เสียชีวิตจากอากาศเสียทั่วโลกสูงถึงประมาณ 7 ล้านคน. ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วย สูญเสียผลิตภาพของแรงงาน และสร้างความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล

“รากเหง้าของปัญหาดังกล่าวคือ ตลาดล้มเหลว เนื่องจากราคาของสินค้า โดยเฉพาะเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ได้สะท้อนต้นทุนทางสังคมที่แท้จริง เมื่อราคาสินค้าต่ำกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงกับสังคม ทำให้เกิดการใช้สินค้านั้นอย่างแพร่หลายเกินควร”

นอกจากนั้น “รศ.ดร. ขนิษฐา” ยังยืนยันความจำเป็นของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่หลากหลาย โดยแบ่งเป็น มาตรการบังคับ เช่น การเก็บภาษีและค่าธรรมเนียม และ มาตรการจูงใจ เช่น การอุดหนุน มาตรการเหล่านี้ต้องดำเนินควบคู่กันเพื่อสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้อง

“จากที่มีการพยายามเสนอให้ตัดออกจากร่าง พ.ร.บ. คือ ระบบฝากไว้ได้คืน (Deposit-Refund System) มลพิษทางอากาศไม่ได้มาจากโรงงานหรือยานยนต์เท่านั้น แต่ยังเกิดจากการจัดการขยะไม่ถูกทางและการเผาในที่โล่ง ระบบนี้มีความสำคัญในการจัดการมลพิษให้ครบวงจร โดยจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้มีการเก็บรวบรวมซากบรรจุภัณฑ์ เช่น สารเคมีทางการเกษตร ไปคืนอย่างถูกวิธี แทนที่จะนำไปเผา ซึ่งจะลดการปล่อยควันพิษและสารเคมีอันตรายที่เกาะกับฝุ่น PM 2.5”

ทวงถามความรับผิดชอบ

"รศ.ดร. อดิศร" กล่าวว่า การที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) มองว่าการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมจะเป็นภาระต่อธุรกิจและประชาชน อยากเน้นว่า สำหรับผู้ก่อมลพิษแล้ว นี่ไม่ถือเป็นภาระ แต่คือการทวงถามความรับผิดชอบในต้นทุนที่คุณสร้างกับสังคม และที่ผ่านมาคุณไม่เคยต้องจ่าย

"การไม่เก็บภาษีต่างหากที่สร้างภาระมหาศาลต่อสุขภาพประชาชน โดยมีข้อมูลว่าในหนึ่งปี มีคนไทยเจ็บป่วยจาก PM 2.5 ถึง 10 ล้านคน การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกิจ และยังนำมาซึ่งเงินปันผลสองเด้ง เพราะรายได้ที่เก็บได้สามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ นอกจากนี้ การใช้มาตรการบังคับยังเป็นการสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม ให้กับผู้ประกอบการสีเขียวที่มีต้นทุนสูงกว่า เพราะพวกเขาพยายามลดมลพิษ"

กลไกเพื่อความต่อเนื่องและทันการณ์

"รศ.ดร. อดิศร" ระบุว่า การพึ่งพิงงบประมาณปกตินั้นมีความเสี่ยงสูง เพราะต้องรอการจัดสรรจากรัฐบาลตามระบบเสียงข้างมาก ในขณะที่กองทุนสิ่งแวดล้อมปัจจุบันมีเงินเพียง 200 กว่าล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาสุขภาพของคนไทยกว่า 10 ล้านคนที่เจ็บป่วยจาก PM 2.5

การมีกองทุนเฉพาะกิจที่มีที่มาของเงินทุนชัดเจนจะช่วยเสริมความต่อเนื่องในการสนับสนุนผู้ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว และทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของคนเสียงข้างน้อยหรือคนในอนาคต

"ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ให้ช่วยพิจารณา นำร่าง พรบ. อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาใหม่ ภายใน 60 วัน เพื่อเร่งผลักดันการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศให้ประเทศไทยก้าวไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวและความยั่งยืนต่อไป การตัดมาตรการหลักออกไปอาจทำให้กฎหมายที่ออกมา พิกลพิการ จนเข้าข่ายขัดต่อสิทธิที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญและอาจนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้"

ความรับผิดชอบของสถาบันการเงิน

“สฤณี” กล่าวว่า มาตรา 211 ที่กำหนดให้สถาบันการเงิน ต้องร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากการให้กู้ยืมแก่ผู้ก่อมลพิษ ถูกมองว่าเป็นสิ่งจำเป็น และสถาบันการเงินเป็น "หัวจักร" ในการจัดสรรเงินทุน และควรมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

“แม้ สว. บางส่วนจะเสนอให้ตัดมาตรานี้ออก แต่บทบัญญัตินี้ไม่ได้ตั้งใจลงโทษ แต่ตั้งใจจะให้เกิดการปรับเปลี่ยนตัวร่างกฎหมายกำหนด ข้อจำกัดความรับผิด และข้อ ยกเว้นความรับผิด หากสถาบันการเงินสามารถพิสูจน์ได้ว่า มีระบบประเมินความเสี่ยงด้านมลพิษทางอากาศอย่างเพียงพอ”

ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่หลายแห่ง (เช่น SCB และ KBANK) ได้เริ่มดำเนินการตามนโยบายด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) และกำหนดให้ลูกค้าต้องมีความรับผิดชอบในการปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว มาตรานี้จึงเป็นการสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น แนวทางของ OECD ที่กำหนดให้บริษัทข้ามชาติต้องมีระบบการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน

สิทธิในการได้สูดอากาศสะอาด

"รศ.ดร.วิษณุ" กล่าวทิ้งท้ายว่า กลไกทางการเงินที่สำคัญที่สุดคือ กองทุนอากาศสะอาด ซึ่งถูกระบุว่าเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้สิทธิในการได้สูดอากาศสะอาดเกิดขึ้นจริง หากไม่มีกองทุนนี้ มาตรการจูงใจต่างๆ จะขาดความต่อเนื่อง และต้องรอการจัดสรรงบประมาณประจำปี ซึ่งล่าช้าและไม่ทันต่อการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นเป็นรายสัปดาห์

"อากาศสะอาดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และเป็นหลักการสากล หากมีการตัดมาตรการสำคัญใดๆ ออกไป ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือเศรษฐศาสตร์หรือกองทุนอากาศสะอาด จะทำให้กฎหมายขาดเขี้ยวเล็บ”