บทภาพยนตร์เรื่อง Back to You โดย เจนไวยย์ ทองดีนอก (Genwaii Thongdenok) ทดลองเล่าเรื่องที่ไม่เป็นไปตามสูตรภาพยนตร์ทั่วไป
บทภาพยนตร์เรื่อง Back to You เป็นแนว จิตวิทยา ดราม่า ลึกลับ พร้อมให้ความบันเทิงกับคนดูกับการปะติดปะต่อเรื่องราวกันเอาเองเพื่อความสนุก ผ่านเรื่องราวที่มีความแฟนตาซี มีทั้งความฝันความหวังอยู่ในนั้น พร้อมซอกหลืบที่เปรียบเป็นทางวงกตอันลี้ลับ ตามลักษณะของแนวทางหนังของ David Lynch โดยให้ความรู้สึกเหมือนว่าเรากำลังเดินอยู่ในภาวะ กึ่งหลับกึ่งตื่น ระหว่างดินแดน จิตสำนึก กับ จิตไร้สำนึก
ผู้เขียนมีจุดมุ่งหมายที่สําคัญคือการผลิตบทภาพยนตร์ในแนวที่เรียกว่า Lynchian มาประกอบกับประสบการณ์ความฝันส่วนตัวที่สะสมมาอย่างยาวนานสร้างเรื่องราว mystery บนโลกของความจริง โดยใช้เทคนิคที่เหมือนกับว่า คนดูกำลังนั่งดูฝันร้ายของใครสักคน เป็นฝันร้ายที่มีเบื้องหน้า เบื้องหลัง เปรียบกับ จิตสำนึกที่เป็นผิวหน้าของจิตใจรับรู้ได้ควบคุมได้ กับจิตไร้สำนึก ที่ซุกอยู่ไม่เห็นว่ามีอะไรแต่ใช่ว่าจะไม่มี เป็นส่วนลึกของจิตใจที่ไม่สามารถควบคุมได้ เหมือนอยู่ท่ามกลางความฝัน สู่เงามืด ลึกลับ และมีเสน่ห์ ชวนผู้ชมให้ไขปริศนา และอยากต่อจิ๊กซอว์ตามบทที่วางไว้ในแต่ละจุดจนช่วงท้ายเรื่องถึงได้รับรู้ถึงความจริงขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง
ความสำคัญของเรื่อง
Tomasz Warchol (1984:123-132) นักวิชาการภาพยนตร์และผู้กํากับการแสดงของโปแลนด์ แสดงทัศนะเกี่ยวกับภาพยนตร์ว่า “ภาพยนตร์เป็นกระจกเงา เป็นสํานึกและเป็นผู้ศึกษา ความเป็นไปของสังคม” และเป็นสื่อที่เปิดโอกาสให้เราได้ประเมินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม ใหม่อีกครั้ง เพื่อจะได้ตระหนักถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต (Braudy, 1976:91 (อ้างใน บงกช เศวตามร์, 2533:6)) นอกจากนี้ภาพยนตร์ยังทําหน้าที่ถ่ายทอดประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน ชีวิตของเราทั้งที่เรารับรู้อย่างเปิดเผย และส่วนที่เราเก็บซ่อนปิดบังไว้ในหลืบมุมของจิตใจที่เราไม่อาจจะกําจัดออกไปได้ [Wood, 1975:86 (อ้างในบงกช เศวตามร์, 2533:6)]
โครงการเขียนบทภาพยนตรครั้งนี้ มีความมุ่งหวังที่จะผลิตบทภาพยนตร์ที่ให้ความหมายถึงคําว่า “ภาพยนตร์” ส่วนตัวได้อย่างแท้จริง และที่เป็นผลมาจากการตกผลึกทางความคิด ความฝัน แรงบันดาลใจที่สั่งสมมาเป็นเวลาหลายปีที่ได้เฝ้ามองความเป็นไปของตัวเองที่ได้รับผลกระทบและพยายามหลีกหนีจากสภาพความจริงจากสังคมปัจจุบัน ในส่วนของแรงบันดาลใจนั่นได้มาจากประสบการณ์และความฝันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ได้รับชมผลงานของเดวิด ลินช์ เป็นผู้สร้างภาพยนตร์ชาวอเมริกัน โดยภาพยนตร์ของเดวิด ลินช์ ได้มีการพัฒนาภาพยนตร์สไตล์ของตัวเอง จนสาวกขนานนามพวกกันเองว่า "Lynchian" ผู้ชื่นชอบงานในสไตล์ที่โดดเด่นด้วยภาพฝันและมีออกแบบองค์ประกอบพิถีพิถันต่าง ๆ เพื่อทับซ้อนความจริงและความเหนือจริง
ลักษณะของหนัง เดวิด ลินช์ จะให้ความรู้สึกเหมือนว่าเรากำลังเดินอยู่ในภาวะ กึ่งหลับกึ่งตื่น ระหว่างดินแดน จิตสำนึก กับ จิตไร้สำนึก ซึ่งจะผสมปนเปกันระหว่าง อะไรที่ make sense และก็จะมีบางอย่างที่ไม่ make sense เหมือน ตรรกะของความจริง กับ ตรรกะของความฝัน กำลังต่อสู้กัน อย่างน้อยก็ระยะสั้น ๆ จนกว่า sense ของความจริงจากคนดูจะทำงานเต็มที่
จุดมุ่งหมายที่สําคัญของผู้จัดทําโครงการคือการผลิตบทภาพยนตร์ในแนวทาง Lynchian เรื่อง Back to You โดยอาศัยประสบการณ์ความฝันส่วนตัว สร้างเรื่องราว mystery บนโลกของความจริง โดยใช้เทคนิคที่เหมือนกับว่า คนดูกำลังนั่งดูฝันร้ายของใครสักคน เป็นฝันร้ายที่มีเบื้องหน้า เบื้องหลัง เปรียบกับ จิตสำนึกที่เป็นผิวหน้าของจิตใจ รับรู้ได้ ควบคุมได้ กับจิตไร้สำนึก ที่ซุกอยู่ ไม่เห็นว่ามีอะไรแต่ใช่ว่าจะไม่มี เป็นส่วนลึกของจิตใจที่ไม่สามารถควบคุมได้ เหมือนอยู่ท่ามกลางความฝัน สู่เงามืด ลึกลับและมีเสน่ห์ ชวนผู้ชมให้ไขปริศนาและอยากต่อจิ๊กซอว์ตามบทที่วางไว้ในแต่ละจุด จนช่วงท้ายเรื่องถึงได้รับรู้ถึงความจริงขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง
บทภาพยนตร์เรื่อง Back to You เป็นแนว จิตวิทยา ดราม่า ลึกลับ และพร้อมให้ความบันเทิงกับคนดูกับการปะติดปะต่อเรื่องราวกันเอาเองเพื่อความสนุก ผ่านเรื่องราวที่มีความแฟนตาซี มีทั้งความฝันความหวังอยู่ในนั้น พร้อมซอกหลืบที่เปรียบเป็นทางวงกตอันลี้ลับ
วัตถุประสงค์
1. ทดลองการเล่าเรื่องที่ไม่เป็นไปตามสูตรภาพยนตร์โดยทั่วไป
2. สร้างเรื่องราวจากความฝันส่วนตัวที่บันทึกได้มาผสมกับการเล่าเรื่อง
3. ศึกษาแนวคิดวิธีการสร้างภาพยนตร์
ขอบเขตของการสร้างสรรค์
จัดทําบทภาพยนตร์แนว จิตวิทยา ดราม่า ลึกลับ ความยาวประมาณ 90 นาที
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. เพื่อหาแนวทางผลิตบทภาพยนตร์เชิงสร้างสรรค์
2. เพื่อในอนาคตสามารถผลิตเป็นภาพยนตร์บันเทิง
3. เพื่อให้มีการต่อยอดการศึกษาแนวทางการผลิตภาพยนตร์ของ David Lynch
แนวคิด
การเขียนบทภาพยนตร์ Back to You ได้มีการนำแนวคิดจาก David Lynch หนึ่งในผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการภาพยนตร์ ด้วยสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่นำเสนอความวิปลาสที่ซ่อนอยู่ภายใต้จิตสำนึกคน เสมือนได้หลุดไปในห้วงความฝัน จนถึงขั้นมีการบัญญัติศัพท์ใหม่ในพจนานุกรมอย่าง “Lynchian” ที่กล่าวถึงบรรยากาศและองค์ประกอบที่ปัจจุบันไม่ได้พบแค่เพียงในหนังของ Lynch เองเท่านั้น แต่ยังส่งต่อไปถึงผู้กำกับคนอื่นทั่วโลกรวมทั้งตัวผู้เขียนเองที่ตั้งใจพาไปสำรวจความหมายของ Lynchian และจุดเชื่อมโยงที่พบได้ในบทภาพยนตร์เรื่อง Back 2 You
David Keith Lynch จบการศึกษาจาก Museum of Fine Arts ที่เมืองบอสตัน ก่อนจะไปศึกษาต่อที่ Pennsylvania Academy of Fine Arts ทำให้ Lynch มีพื้นฐานที่ไม่เหมือนนักทำหนังทั่วไป เพราะเขาสนใจในศิลปะหลายแขนงและมุ่งเน้นที่การสร้างอารมณ์ความรู้สึก (Emotional) มากกว่าการเล่าเรื่อง (Story Telling) รวมทั้งอิทธิพลที่ Lynch เองได้รับมาจากศิลปินสาย Surrealist ที่ชื่นชอบอย่าง Salvador Dali , Luis Bunnuel ทำให้หนังของเขาไม่มีขนบการเล่าเรื่องที่ตายตัว (Avant-Garde) อย่างที่เห็นได้ในหนังสั้นเรื่องแรกอย่าง Six Men Getting Sick(Six Times ที่ใช้ภาพวาดและประติมากรรมมาผสมผสานกับเทคนิคสตอปโมชั่นในการเล่าเรื่อง
จุดเริ่มต้นของ Lynchian จึงเริ่มสะสมมาตั้งแต่หนังเรื่องแรก ทั้งบรรยากาศลึกลับ โลกความจริงกับความฝันที่ซ้อนทับกัน ผู้คนที่ดูภายนอกเหมือนจะปกติแต่ก็มีความแปลกประหลาดซ่อนอยู่ สเน่ห์เหล่านี้เองที่เริ่มทำให้ทั้งโลกหลงใหลในหนังของ David Lynch แต่ความเป็น Lynchian ก็ยังไม่เป็นรูปธรรมนักจนกระทั่งหนังเรื่องต่อไปที่กำลังจะพูดถึงอย่าง Blue Velvet (1987) หนังที่สร้างหลัง Lynch เพิ่งอกหักมาจากการร่วมงานกับสตูดิโอใหญ่ในหนังไซไฟทุนมหาศาลอย่าง Dune (1984) ซึ่งล้มเหลวทั้งรายได้และคำวิจารณ์ โดย Lynch เองก็ขอไม่รับชื่อเครดิตใดๆในหนังเรื่องนี้ และหวนกลับมาทำหนังเล็กๆในสไตล์ที่ตัวเองถนัดอย่าง Blue Velvet ซึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์เพิ่มไว้ว่าประสบการณ์เลวร้ายจากการทำหนังกับสตูใหญ่อย่างดูน ทำให้เขาไม่คิดจะประนีประนอมกับนายทุนอีกเลย หรือจะหมายความว่า ความ “Lynchian” อาจไม่เกิดขึ้นหากไม่มีความล้มเหลวของดูนเป็นแรงผลักดันBlue Velvet เปิดเรื่องด้วยภาพบรรยากาศชานเมืองที่เงียบสงบ (อันจะเป็น Setting ประจำในหนังเรื่อง ต่อ ๆ ไปเช่น Twin Peak ) ภาพของดอกไม้สีสันสวยงามประดับเรียงรายกับรั้วไม้สีขาว ชายชรารดน้ำต้นไม้เล่นกับสุนัขอย่างมีความสุข นักดับเพลิงยิ้มแย้มโบกมือทักทายอย่างเป็นมิตร ก่อนที่จู่ๆจะตัดภาพไปเป็นฝูงแมลงน่าสะอิดสะเอียดที่ยั้วเยี้ยอยู่ใต้ดิน ซึ่งนอกจากจะตีความถึงภาพสังคม American Dream ที่ดูชวนฝันจากภายนอกแต่จริงๆภายในเน่าเฟะแล้ว ยังเป็นสไตล์การเล่าเรื่องที่ Lynch มักใช้โดยอาศัยภาพประจำวันที่ดูคุ้นตาแต่แฝงไว้ด้วยความผิดปกติจนกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอึดอัดไม่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นใบหูที่ Jeffrey ตัวเอกพบบนสนามหญ้าหลังบ้านตอนกลางวันแสก ๆ ซึ่งเป็นชนวนเกิดเรื่องที่ทำให้เขาดำดิ่งสู่ด้านมืดของเมืองและตนเอง
ตัวละครต่าง ๆ ในหนังของ Lynch เองก็มีสองด้านที่ขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นตัวเอก Jeffrey ที่ภายนอกดูเป็นเด็กหนุ่มหวังดี ช่วยตำรวจสืบคดีเรื่องใบหูปริศนาในละแวกบ้าน แต่จริง ๆ แล้วทำไปเพื่อเติมเต็มชีวิตน่าเบื่อของตัวเองหลังพบกับ Dorothy หญิงสาวนักร้องที่บาร์ผู้เกี่ยวข้องกับเบาะแส ซึ่งพาเขาไปรู้จักกับด้านมืดของตัณหาที่ Jeffrey ยากจะถอนตัว ซึ่ง Lynch หยิบยกคำกล่าวของ Sigmund Frued นักจิตวิทยาที่กล่าวว่า “Dreams are a chance for distorted expressions of the deviant sexual desires that civilized society pushes us to conceal” หรือ ธรรมชาติของมนุษย์มักที่จะใช้ความฝันเป็นที่ปลดเปลื้องตัณหาที่ถูกสังคมศิวิไลซ์บังคับให้ปกปิด ทำให้เส้นแบ่งระหว่างความฝันกับความจริงในหนัง Lynch พร่าเลือนขึ้นไปอีก และดึงให้ผู้ชมมีส่วนร่วมไปกับการตีความว่าสิ่งไหนที่เราเห็นนั้นคือความฝันและสิ่งไหนนั้นที่เป็นความจริง
หนังเรื่องต่อมาที่เหมาะที่สุดที่จะอธิบายความเป็น Lynchian คือเรื่อง Muholland Drive(2001) เพราะมีความเชื่อมโยงกับบทเรื่อง Back 2 You ของผู้เขียนมากกว่าเรื่องอื่นๆ โดยหนังเล่าเรื่องของหญิงสาวที่ความจำเสื่อมหลังประสบอุบัติเหตุรถชน เธอตั้งชื่อใหม่ว่า Rita (Laura Harring)หลังแอบมาอยู่ในอพาร์ทเม้นของ Betty (Naomi Watts) ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน ก่อนจะช่วยกันร่วมมือสืบหาตัวตนที่แท้จริงของ Rita
Mulholland Drive พูดถึงเรื่อง Doppelganger ที่เคยพูดถึงบ้างในหนังเรื่องก่อนๆของ Lynch แต่ยกเป็นประเด็นสำคัญในหนังเรื่องนี้ โดยอิงจากคำพูดของนักจิตวิทยา Sigmund Frued เรื่อง Doppelganger ที่กล่าวว่า "(uncanny) themes are all concerned with the phenomenon of the "double", which appears in every shape and in every degree of development” หรือที่เชื่อว่าทุกพัฒนาการมีตัว “Double” ที่อาจหน้าตาเหมือนกับตัวต้นแบบแต่มีบุคลิกที่แตกต่างกันชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร Diane กับ betty ใน Mouholland Drive ที่แสดงโดย Naomi Watt เหมือนกัน หรือตัวละคร Rita กับ Camilla ที่ก็ใช้นักแสดงคนเดียวกันเป็นต้น และยังสอดคล้องกับหลักคิดของนักจิตวิทยาอีกท่านอย่าง Carl G jung ที่เชื่อในเรื่อง Shadow/Persona ที่กล่าวว่า “Everyone carries a shadow, and the less it is embodied in the individual’s conscious life , the blacker and denser it is. If an inferiority is conscious, one always has a chance to correct it. But if it is represses and isolated from consciousness.At all counts, it form unconscious snag , thwarting our most well-meant intentions” หรืออธิบายให้ง่ายขึ้นว่า มนุษย์เราทุกคนมีอีกตัวตนด้านมืดที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึก ยิ่งบุคคลนั้นแบกความมืดนี้เท่าไหร่ยิ่งขัดขวางความตั้งใจดีของบุคคลนั้น ซึ่งตัวละครในหนังของ Lynch มักจะต้องต่อสู้กับ “Shadow”ของตัวเองอยู่เสมอ Lynch จึงเป็นคนทำหนังที่สามารถนำเอาสองทฤษฎีนี้มาใช้ในการเล่าเรื่องได้เป็นอย่างดี และคงไม่ผิดหากจะพูดว่าการจะตีความหนังของ Lynchian ให้ได้ลึกซึ้งมากขึ้น
จากความเข้าใจของผู้เขียนตีความได้ว่าหนังที่เราได้ดูเกือบทั้งหมดเป็นเพียงจินตนาการในหัวของ Diane ที่ทำใจไม่ได้หลังจากตัดสินใจจ้างมือปืนมาฆ่า Camilla แฟนสาวตัวเองเพราะเธอกำลังจะหนีไปแต่งงานกับผู้กำกับหนุ่มดาวรุ่ง ด้วยความรู้สึกผิดและอยากหนีความจริง Diane จินตนาการตัวเองเป็น Betty นักแสดงสาวหน้าใหม่ที่เพิ่งย้ายมา LA (มีบุคลิกตรงข้ามกันทุกอย่างแต่นำแสดงโดย Naomi Watts เหมือนกัน) และมาเจอกับหญิงสาวความจำเสื่อมที่กำลังต้องการที่พึ่งอย่าง Rita (ซึ่งมีบุคลิกตรงข้ามกับ Camillaทุกอย่างแต่ใช้นักแสดงคนเดิมเช่นกัน) ซึ่งความฝันที่เราเห็นนี้เอง ถูกสร้างขึ้นจากจิตใต้สำนึกของตัวละคร Naomi Watts เพื่อหนีความจริงว่าเธอไม่มีค่าและกำลังถูกทิ้งนั้นเอง
การดำเนินงาน
แนวทางการดำเนินงานเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Back to You จะใช้ขั้นตอนการขึ้นโครงบทภาพยนตร์เรื่อง Back 2 you ของผู้เขียนใช้สไตล์ Lynchian ในการเล่าเรื่อง โดยจะเห็นได้ว่า ตัวเอกจะกำลังประสบกับภาวะกลัวการมีพันธะ หลังแฟนสาวคาดคั้นให้เขาขอแต่งงานโดยที่เขาไม่พร้อม และตลอดทั้งเรื่องจะสังเกตได้ว่าตัวละครเอกมักจะแบ่งออกเป็นสองบุคลิก บางครั้งเขาก็ดูเผลอใจกับหญิงสาวคนอื่นๆโดยเฉพาะลูกค้าสาวสวยที่ต้นเพิ่งเจอ แต่ในบางครั้งตัวเอกก็ดูแน่วแน่รักเดียวใจเดียวไม่สนหญิงอื่น ทั้งนี้ผู้เขียนอยากให้ตีความได้ว่าเป็นจินตนาการของตัวเอกที่ต้องการปลดปล่อยกับหญิงอื่นที่เข้าใจ หรืออาจเป็นความฝันจากจิตใต้สำนึกของแฟนสาวเองที่กลัวต้นจะนอกใจจากอดีตที่เธอเคยถูกพ่อทอดทิ้ง หรือทั้งหมดอาจเป็นความจริงทั้งนี้ผู้เขียนปล่อยให้ผู้อ่านได้จินตนาการหาคำตอบ
สรุปผลและอภิปรายผล
ผู้เขียนได้เขียนฉากเปิดเรื่องในสไตล์ Lynchian ที่มีความ “หลุด” จากชีวิตจริง ทั้งแสงที่เหมือนอยู่ในโรงละคร กลุ่มผู้ชายที่แต่งตัวเป็นคาวบอยกับหญิงสาวที่อาศัยใบไม้มาประดับตัว แต่ตัวละครก็แสดงออกกันราวกับเป็นเรื่องปกติ เพื่อ Setup อารมณ์ให้พร้อมว่าสิ่งที่จะได้รับชมเป็นหนัง Surreal ที่ไม่ได้เล่าเรื่องตามขนบทั่วไป ใช้ภาพแหล่งที่อยู่ของตัวละครเอกในโรงงานเก่าและมีรูปปั้นจ่าเฉยตั้งอยู่ โดยไม่ได้บอกที่มาที่ไปหรือให้เหตุผลอะไรราวกับเป็นที่อยู่ธรรมดา หรือความลี้ลับเหนือธรรมชาติที่ควรจะถูกตั้งคำถามแต่ตัวละครก็ไม่เคยพูดถึง
ผู้เขียนพยายาม Hint ว่าทุกตัวละครในเรื่องต่างมี Doppelganger เป็นของตัวเอง แต่ไม่ได้ให้คำตอบแน่ชัดว่าตัวไหนคือตัวจริง หรือสิ่งที่ได้เห็น(อ่าน) อยู่ในจิตใต้สำนึกของตัวละครหรือความเป็นจริงกันแน่ ดังที่จะเห็นได้จากฉากที่ตัวเอกไปเจอออยในบรยากาศโรแมนติกเกินจริงนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่ถูกแฟนบังคับให้แต่งงาน จึงอาจตีความได้ว่าเป็นความปราถนาลึกๆที่ต้นเก็บซ่อนไว้ในใจ หรืออาจเป็นมุมมองวิตกจริตของแฟนสาวที่หมกหมุ่นอยู่กับต้นจนกลัวว่าเขาจะไปนอกใจกับสาวอื่น รวมทั้งเหตุการณ์สะเทือนขวัญช่วงท้ายเรื่องก็อาจเป็นจิตใต้สำนึกของแม่แฟน ที่เบื่อต้องคอยดูแลลูกและอยากมีชีวิตรักบ้างหลังจากเปลี่ยวเหงาที่ถูกสามีทอดทิ้งมาทั้งชีวิต
เมื่อเขียนบทเสร็จสมบูรณ์แล้ว Back to You ดูจะไม่ใช่การทดลองสุดโต่ง แต่ก็ได้พยายามจะผลักขอบเขตการเล่าเรื่องให้กว้างขึ้น ด้วยการไม่ใช้สูตรสามองก์แบบ Classical Hollywood เพื่อให้ผู้ชม(อ่าน)หลุดจากกรอบความคุ้นชินจากหนังส่วนใหญ่ที่มีตอนต้น กลาง จบที่ชัดเจนและคาดเดาได้ อีกทั้งจำลองบรรยากาศ Dream state คล้ายห้วงความฝันที่ไม่ได้อยู่ในกฎของเวลา เพื่อพร่าเลือนความจริงและจิตใต้สำนึกของตัวเอกอันเป็นความตั้งใจของผู้เขียน ในบทภาพยนตร์ได้ทดลองผสมแนวหนังตามแบบสไตล์ Lynchian เช่นกัน โดยในช่วงต้นเรื่อง หนังเล่าด้วยบริบทของ Genre Romantic - Comedy เกี่ยวกับตัวเอกและแฟนที่ต้องผจญบททดสอบก่อนแต่งงาน ฝ่าฟันกับปัญหาแม่ยายอันเป็นภาพคุ้นตาในหนังพลอตลักษณะเดียวกัน ก่อนที่จะเริ่มมีบรรยากาศของความเหนือธรรมชาติให้อารมณ์หนัง Horror และจบด้วยการเป็นหนัง Revenge Thriller ที่แตกต่างกับช่วงต้นเรื่องอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้เพื่อทดลองเล่นกับความรู้สึกและการคาดเดาไม่ได้ของคนดูที่คาดหวังกับหน้าที่และนิยามของ Genre นั้น ๆ
ข้อเสนอแนะ
1. ในการเขียนบทภาพยนตร์ขนาดยาว ย่อมมีอุปสรรคไม่มากก็น้อย สำคัญคือต้องเอาชนะตนเองให้ได้เนื่องจากเป็นงานที่ต้องอาศัยเวลาและความต่อเนื่อง ปัญหาที่พบคือ หากเว้นค้างไว้นาน การเชื่อมต่อเรื่องราวให้มีเอกภาพจะทำได้ยากขึ้นและเสียเวลา ข้อเสนอแนะในการเขียนบทภาพยนตร์ขนาดยาวคือ ควรลงมือเขียนทุกวันในเวลาเดิมทุกวัน ความคิดจะสามารถมาเป็นห้วงที่กำหนดได้อย่างต่อเนื่องมากกว่า
2. บทภาพยนตร์ที่เขียนขึ้นจากความเป็นส่วนตัวจะเต็มไปด้วยทุกข์ สุข ปนเปกันไป กล่าวคือทุกข์เพราะต้องขุดคุ้ยตนเองให้ลึกที่สุดอย่างต่อเนื่อง และสุขเมื่อค้นพบสัจธรรมหรือก้าวข้ามความเจ็บปวด จนถึงการให้อภัยตัวเอง
3. ในทัศนะผู้เขียนภาพยนตร์เป็นศิลปะที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา สามารถทดลองเรียนรู้ได้ไม่มีวันจบสิ้นผู้เขียนหวังใจว่า บทภาพยนตร์ Back to You จะจุดประกายให้กับผู้ที่สนใจการเขียนบทภาพยนตร์ไม่มากก็น้อย
บรรณานุกรม
David Lynch. (2005). Lynch on Lynch. First published Mar. Faber & Faber
Todd Mcgowen. (2007). The Impossible David Lynch. First published Mar. Columbia University Press Greg Olson.(2008). David Lynch: Beautiful Dark. First published September. Scarecrow Press
Kelly Bulkeley. (2003). Dreaming and the Cinema of David Lynch. Dreaming, Vol. 13, No.1, March. Association for the Study of Dream.
John Bleasdale. (1998). Letting Go of David Lynch. in Martha P. Nochimson. The Passion of David Lynch: Wild at Heart in Hollywood Austin: University of Texas Press.





