background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เปิดเหตุผล “เบี้ยผู้สูงอายุ” ทำไมควรได้ 3,000 บาท

เปิดเหตุผล “เบี้ยผู้สูงอายุ” ทำไมควรได้ 3,000 บาท

เนื่องใน "วันผู้สูงอายุแห่งชาติ" 13 เม.ย. 2565 นี้ จะขอพาทุกคนไปทำความเข้าใจเรื่อง “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ที่มีข้อเสนอว่า ควรจะได้ “3,000 บาท” เบื้องหลังตัวเลขนี้มาจากไหน แล้วการที่ผู้สูงอายุได้เงินเพิ่มขึ้น สำคัญ และส่งผลอย่างไร ? 

หวนกลับมาอีกครั้งในปีนี้ สำหรับ “วันมหาสงกรานต์” 13 เม.ย. ซึ่งเป็นวันเริ่มเทศกาลสงกรานต์อย่างเป็นทางการในทุกพื้นที่ หลายคนคงได้ใช้เวลานี้กลับภูมิลำเนาเดิม เพื่อใช้เวลาวันหยุดยาวนี้ทำกิจกรรมทางประเพณีกับครอบครัว อาทิ การทำบุญ-สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ หรือกิจกรรมอื่นๆ เป็นต้น 

ซึ่งนอกจากวันนี้จะเป็นวันสงกรานต์แล้ว วันที่ 13 เมษายน ยังถูกจัดให้เป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” อีกด้วย ซึ่งก็สอดคล้องกับกิจกรรมของเทศกาลสงกรานต์ดังกล่าวไป อย่างไรก็ตาม การให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุแค่เพียงช่วงเทศกาลก็ดูจะไม่เข้าท่าเท่าไรนัก

ดังนั้น วันนี้จึงอยากพาทุกคนไปสำรวจประเด็นที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุในประเทศไทยอย่าง “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” โดยรู้หรือไม่ว่า ทุกวันนี้ผู้สูงอายุบ้านเราได้รายได้ขั้นต่ำต่อเดือนเพียง 600 บาทเท่านั้น ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างหลายประการตามมา จึงมีความพยายามผลักดันให้ปรับขึ้นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไปอยู่ที่ 3,000 บาท แต่ก็ยังไม่เป็นผลจนถึงปัจจุบัน 

 

  •   ปัญหาของ “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ในปัจจุบัน  

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีสวัสดิการอุดหนุนด้านรายได้ให้กับผู้สูงอายุทั่วไป หรือที่เราเข้าใจกันคือ การจ่าย  “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ถึงกระนั้น มูลค่าเบี้ยดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำเพียง 600 - 1,000 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น 

โดยจ่ายตามเกณฑ์อายุ ดังนี้ 

- อายุ 60 - 69 ปี ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 600 บาท
- อายุ 70 - 79 ปี ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 700 บาท
- อายุ 80 - 89 ปี ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 800 บาท
- อายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 1,000 บาท (สูงสุดที่ 1,000 บาท) 

ซึ่งหากเทียบกับค่าครองชีพในยุคนี้แล้ว เงินจำนวนดังกล่าวจึงไม่มีทางที่จะสามารถให้คุณภาพชีวิตที่ดีได้เลย 

จากการมีเบี้ยยังชีพที่ต่ำดังข้างต้น ทำให้รายได้หลักของผู้สูงอายุส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในครัวเรือนที่มีฐานะยากจนนั้น จึงหนีไม่พ้นต้องพึ่งพิงเงินจาก “ลูกหลาน” ทำให้หนุ่มสาววัยทำงานจำต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการส่งเงินกลับไปให้บุพการีหรือผู้สูงอายุที่บ้าน 

ข้อมูลทางสถิติจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2562 พบว่า ตามการแบ่งครัวเรือนออกเป็น 10 กลุ่มตามฐานะ “ครัวเรือนยากจนที่สุด” คือ กลุ่มที่มีผู้สูงอายุต่อครัวเรือนมากที่สุด สะท้อนถึงการแบกรับภาระการเลี้ยงดูผู้สูงอายุของวัยแรงงานในครัวเรือนกลุ่มนี้ที่สูงกว่าวัยแรงงานในครัวเรือนกลุ่มอื่น โดยสูงกว่าครัวเรือนร่ำรวยที่สุดถึง 2 เท่า 

ประเด็นข้างต้นนี้คือชนวนสำคัญ ทำให้ไทยก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์" เร็วกว่าที่ควร เนื่องจากคนวัยหนุ่มสาวรุ่นปัจจุบันตระหนักถึงความพร้อมในการสร้างครอบครัวและการให้กำเนิดลูก ซึ่งองค์ประกอบของความพร้อมที่ว่านั้นคือ สถานะทางการเงิน เพราะมีผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กที่จะเกิดมา 

ด้วยเหตุนี้ จึงมีผลไม่มากก็น้อยให้ "อัตราการเกิด" ของประเทศไทยนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการที่คนวัยหนุ่มสาวส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อมดังกล่าว นอกจากนั้น การแบกรับค่าใช้จ่ายที่มากเกินไป มีผลต่อระดับเงินออมหรือเงินสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ทั้งนี้ยังมีผลต่อการก่อหนี้เพื่อการบริโภคอีกด้วย 

การไม่มีเงินเหลือพอสำหรับเก็บออมยังจะย้อนกลับมาสร้างปัญหาในช่วงที่ต้องเกษียณอายุจากวัยทำงานอีกด้วย เพราะหากไม่มีเงินมากพอ ขณะที่เบี้ยผู้สูงอายุที่ได้รับก็อยู่ในระดับต่ำ ท้ายที่สุดแล้วในบั้นปลายชีวิตก็อาจต้องเผชิญกับคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้ดีมากนัก แม้ว่าจะทำงานหนักมาตลอดชีวิตที่ผ่านมาแล้วก็ตาม

  •   ที่มาของ “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3,000 บาท”  

จากทั้งหมดที่ได้กล่าวไปนั้นแสดงให้เห็นว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ต่ำเช่นทุกวันนี้ นอกจากจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุแล้ว ยังมีผลต่อคุณภาพชีวิตของคนใน "วัยแรงงาน" อีกด้วย ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการส่งต่อความยากจนและความเหลื่อมล้ำจากรุ่นสู่รุ่นของสังคมไทย  

นอกจากนี้ ประเด็นคุณภาพชีวิตของคนหนุ่มสาววัยแรงงานยังมีส่วนต่อกำหนดทิศทางโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้แท้จริงแล้วเรื่องการเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้นถือว่ามีความสำคัญมาก 

การเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุมีความสำคัญในแง่ของการช่วยแก้ปัญหาความยากจนในครัวเรือนที่ผู้สูงอายุ ทั้งช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของวัยแรงงาน โดยเฉพาะในครัวเรือนยากจนที่สุด ซึ้งจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนในวัยแรงงานนั้นสามารถมีเงินเหลือพอที่จะสร้างความมั่งคั่งให้ตน และสกัดการส่งต่อความยากจนได้ในที่สุด 

โดยจากการประเมินเส้นความยากจนและค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของครัวเรือนยากจนที่สุดในปี 2563 นั้นสะท้อนว่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขั้นต่ำควรอยู่ที่ราว 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน 

ในช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองได้มีการพยามยามผลักดันให้ “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3,000 บาท” ทั้งจากพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน  

จากพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลคือ การผลักดันให้มีการแก้ไข พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ ในช่วงปลายปี 2563 โดย รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ที่ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพเป็น 3,000 บาท เพื่อความมั่งคงในชีวิตที่ประชาชนพึงมี และยังมองถึงความจำเป็นที่ต้องวางรากฐานระบบบำนาญของประเทศให้มีความยั่งยืนไว้ 

จากพรรคการเมืองฝ่ายค้านคือ นโยบายระบบสวัสดิการถ้วนหน้า โดยการปรับเพิ่มของเบี้ยยังชีพของผู้สูงขึ้นจะเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากปี 2565 ที่ควรปรับขั้นต่ำจาก 600 บาทขึ้นเป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน หลังจากนั้นก็ปรับขึ้นอีกปีละ 500 บาท จนกระทั่งปี 2569 เบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุจะเท่ากับ 3,000 บาทต่อคนต่อปี 

นอกจากนี้ พรรคก้าวไกลยังแสดงข้อมูลทางสถิติเพิ่มเติมอีกด้วยว่า หากมีการใช้ระบบสวัสดิการถ้วนหน้าดังกล่าว จะส่งผลให้ทุกครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยครัวเรือนยากจนที่สุดจะมีรายได้เพิ่มขึ้นมากสุดถึง 40% และยังมีผลให้ทุกครัวเรือนมีระดับเงินออมเป็นบวกอีกด้วย 

มีการคำนวณว่า หากขึ้นเบี้ยยังชีพเป็น 3,000 บาทได้สำเร็จ จะช่วยลดจำนวนผู้สูงอายุที่ติดอยู่ในภาวะยากจน เหลือเพียง 1% ซึ่งลดลงกว่า 5.7% จากการมีขั้นต่ำที่ 600 บาทเช่นในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ช่วยลดสัดส่วนผู้สูงอายุที่อยูในกลุ่มที่มีความเสี่ยงทางการเงินลงราว 20% 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ควรร่วมพิจารณาไปด้วยคือ เงินงบประมาณในการจัดสรรสวัสดิการดังกล่าวที่จะต้องเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 6 แสนล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นภาระทางการคลังที่สูงมาก หากรัฐบาลยังมีรายได้เท่าเดิม 

ถึงกระนั้น ประเด็นการปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของไทยนั้นก็ยังมีความสำคัญอยู่ เพราะด้วยจำนวนเบี้ยยังชีพเดิมนั้นไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพของผู้สูงอายุ

ดังนั้น การแก้ไขปัญหานี้ควรเกิดขึ้นไปพร้อมกับการหาช่องทางเพิ่มรายได้ของรัฐบาล อาทิ การปรับโครงสร้างภาษี การใช้นโยบายสร้างการขยายตัวของเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น 

------------------------------------------

อ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์

ศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต พรรคก้าวไกล 

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)