background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

26 มีนาคม "วันปิดไฟเพื่อโลก" ชวนตระหนัก "ภาวะโลกร้อน"

26 มีนาคม "วันปิดไฟเพื่อโลก" ชวนตระหนัก "ภาวะโลกร้อน"

"วันปิดไฟเพื่อโลก" ปีนี้ตรงกับวันที่ 26 มีนาคม 2565 ชวนส่องจุดเริ่มต้น และเหตุผลสำคัญของการประหยัดพลังงานไฟฟ้า รวมถึงอัปเดตการขับเคลื่อนเรื่องประหยัดพลังงานในไทย ปีนี้เป็นอย่างไร?

วันปิดไฟเพื่อโลก” (Earth Hour) ปีนี้ตรงกับวันที่ 26 มีนาคม 2565 ซึ่งเป็นวันเสาร์สัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ทุกคนทั่วโลกได้ตระหนักถึง “ภาวะโลกร้อน

โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันที่พบว่าอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากจากการกระทำของมนุษย์

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ชวนดูเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ “วันปิดไฟเพื่อโลก” ว่ามีความสำคัญอย่างไร และสถานการณ์การรณรงค์ในประเด็นนี้ในประเทศไทยเป็นอย่างไร?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

1. ต้นกำเนิดวันปิดไฟเพื่อโลก

จุดเริ่มต้นของ “วันปิดไฟเพื่อโลก” (Earth Hour) เกิดจากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ประเทศออสเตรเลีย ได้คิดโครงการนี้ขึ้นในช่วงปี 2550 ซึ่งขอความร่วมมือให้หน่วยงานหลายภาคส่วน เช่น อาคาร ร้านค้า และบ้านเรือนทั่วไป ช่วยกันปิดไฟ ช่วงเวลา 20.30-21.30 น. เป็นเวลา 1 ชั่วโมงใน 1 วัน

2. ทำไมต้องเป็นเสาร์สุดท้ายของเดือนมีนาคม?

เหตุผลสำคัญที่ต้องรณรงค์แคมเปญนี้ในช่วงวันเสาร์ของสัปดาห์สุดท้ายเดือนมีนาคมก็เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่อยู่ตรงกลางระหว่างฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงของทางตอนเหนือและทางตอนใต้ของโลก ซึ่งพระอาทิตย์จะตกใกล้กันทั้งสองฝั่งโลก นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการรณรงค์ "งดใช้พลังงาน"

3. ทำไมโลโก้โครงการต้องมี “60+” และ “Earth Hour”

สำหรับโลโก้ของโครงการนี้ ในส่วนของตัวเลข “60+” จะสื่อถึงเวลา 60 นาที ที่ทุกคนช่วยกันลดการใช้พลังงาน ซึ่งเพิ่มชั่วโมงชีวิตให้กับโลกใบนี้ จึงกลายเป็นที่มาของคำภาษาอังกฤษที่ใช้ว่า “Earth Hour” ด้วย

26 มีนาคม "วันปิดไฟเพื่อโลก" ชวนตระหนัก "ภาวะโลกร้อน"

4. เหตุผลสำคัญของการรณรงค์เรื่องนี้

ในอนาคตปัญหาภาวะโลกร้อนอาจแย่ลงไปอีก การที่ประชาชนทุกคนและทุกภาคส่วนช่วยกันสนับสนุนสิ่งนี้ จึงมีส่วนช่วยลดอัตราการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน จากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้

ทุกคนสามารถเป็นหนึ่งพลังในการส่งเสริมเรื่องนี้ได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง เช่น ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน ปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้โลก ใช้บริการขนส่งสาธารณะ หันมาเดิน-ขี่จักรยานมากขึ้น หรือไม่สร้างขยะเพิ่มในชีวิตประจำวัน 

5. ผลลัพธ์กิจกรรม "รณรงค์ปิดไฟ" ของไทยเป็นอย่างไร?

ผู้ว่าฯ กทม. ให้ข้อมูลไว้ว่า การจัดกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมง ทุกปีต่อเนื่องมาเป็นเวลา 14 ปี (ตั้งแต่ปี 2551 - 2565) ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ 22,398 เมกะวัตต์ ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 12,235.40 ตัน คิดเป็นค่าไฟมูลค่ากว่า 80.90 ล้านบาท

นอกจากนี้จากสถิติโดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ พบว่า ในปี พ.ศ. 2561 การรณรงค์ปิดไฟ 1 ชั่วโมงวันเดียว สามารถลดการใช้กระแสไฟฟ้าได้ถึง 2,002 เมกะวัตต์ ลดปริมาณการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1,026 ตัน หรือลดค่าไฟฟ้าได้ถึง 7.8 ล้านบาท 

26 มีนาคม "วันปิดไฟเพื่อโลก" ชวนตระหนัก "ภาวะโลกร้อน"

6. ปี 2565 นี้ ไทยรณรงค์อย่างไร ใครเข้าร่วมกิจกรรม?

การรณรงค์กิจกรรมปิดไฟของทางองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประเทศไทย ร่วมกับทางกรุงเทพมหานคร จัดต่อเนื่องมา 14 ปีแล้ว (นับตั้งแต่ปี 2551) โดยปีนี้ยังคงจัดกิจกรรม “ปิดไฟ 1 ชั่วโมง” ในวันเสาร์ที่ 26 มีนาคม 2565 เวลา 20.30 - 21.30 น.

ทั้งนี้ยังมีองค์กรทั้งภาครัฐ-เอกชน ถนนอีกหลายร้อยสาย และ 5 แลนด์มาร์กหลักใจกลางกรุงเทพฯ ที่ร่วมกิจกรรม ดังนี้ วัดพระแก้ว (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม), วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, สะพานพระราม 8 และเสาชิงช้า

หากห้างร้าน บริษัท ผู้ประกอบการร้านค้า และสถานที่ต่างๆ สนใจเข้าร่วมการรณรงค์โครงการนี้ สามารถร่วมปิดไฟประดับ ปิดไฟอาคาร ปิดป้ายโฆษณา รวมถึงถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานได้ในวันดังกล่าวนี้ด้วย  

----------------------------

อ้างอิง: อวพซ., WWF-Thailand, Earth Hour