รายแรก! ศิริราช "ปลูกถ่ายลำไส้และอวัยวะในช่องท้อง"คนไทยสำเร็จ

รายแรก! ศิริราช "ปลูกถ่ายลำไส้และอวัยวะในช่องท้อง"คนไทยสำเร็จ

ศิริราช "ปลูกถ่ายลำไส้และอวัยวะในช่องท้อง" สำเร็จรายแรกในไทย ช่วยผู้ป่วยกินอาหารได้ครบ 3 มื้อเพียงพอต่อร่างกาย  หลังเผชิญภาวะลำไส้สั้น-ตับอักเสบเรื้อรัง จนไม่สามารถกิน-ดูดซึมสารอาหารได้เพียงพอ ผ่าน 1 ปีอวัยวะทุกอย่างยังทำงานได้ดี -ไม่พบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง”

วันนี้ (22 มี.ค. 65) เวลา 10.30 น. ศ. ดร. นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานการแถลงข่าว “ศิริราชปลูกถ่ายลำไส้และอวัยวะในช่องท้อง...สำเร็จเป็นรายแรกในประเทศไทย” โดยมี  รศ. นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์  ผู้อำนวยการ รพ.ศิริราช รศ. ดร. นพ.ยงยุทธ   ศิริวัฒนอักษร รองผู้อำนวยการ รพ.ศิริราช  ประธานกรรมการดำเนินการงานเปลี่ยนอวัยวะศิริราชและหัวหน้าทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ พร้อมด้วย ผศ. นพ.สมชัย ลิ้มศรีจำเริญ   ผศ. นพ.ประวัฒน์ โฆสิตะมงคล  รศ. นพ.เวธิต ดำรงกิตติกุล ทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ และอาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ และ นางนภัคพร บุญญา  ภิสิทธิ์ ผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุมสิรินธร อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น G โรงพยาบาลศิริราช
          ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวว่า “วันนี้เป็นอีกวันสำคัญที่ศิริราชประสบผลสำเร็จในการปลูกถ่ายลำไส้และอวัยวะในช่องท้องพร้อมกันในผู้ป่วยรายเดียว สำเร็จเป็นรายแรกของประเทศไทย ซึ่งการปลูกถ่ายอวัยวะศิริราชดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2514 และปลูกถ่ายไตสำเร็จเป็นรายแรกเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2516 ต่อมาจึงมีการปลูกถ่ายอวัยวะอื่นที่สำคัญ ได้แก่ ไต หัวใจ ปอด ตับ ตับอ่อน โดยมีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องในทุกปีจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่ปลูกถ่ายอวัยวะมากที่สุดในประเทศไทย

การปลูกถ่ายอวัยวะ ถือเป็นการรักษามาตรฐานสำหรับผู้ป่วยที่มีการไม่ทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติและมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น  ในต่างประเทศเริ่มมีการผ่าตัดปลูกถ่ายลำไส้เพื่อรักษาภาวะลำไส้ทำงานล้มเหลวและภาวะลำไส้สั้นมานานแล้ว แต่เนื่องจากมีกระบวนการผ่าตัดรักษาที่ซับซ้อน มีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สูง จีงไม่เป็นที่แพร่หลาย แม้ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะมากที่สุดยังมีการผ่าตัดปลูกถ่ายลำไส้เพียงปีละไม่เกิน 200 ราย ล่าสุดในวันนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายลำไส้และอวัยวะในช่องท้องสำเร็จเป็นรายแรกของประเทศไทย”

       รศ. นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการ รพ.ศิริราช กล่าวว่า “คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เห็นถึงความสำคัญของการปลูกถ่ายอวัยวะ ในปี พ.ศ. 2536 จัดตั้งงานเปลี่ยนอวัยวะขึ้น มีบุคลากรปฏิบัติงานประจำ มีพยาบาลประสานงานปลูกถ่ายอวัยวะปฏิบัติงานเต็มเวลาเป็นแห่งแรกของประเทศ ได้จัดตั้งหอผู้ป่วยเปลี่ยนอวัยวะโดยเฉพาะ ซึ่งนับเป็นสถาบันแรกของประเทศไทยที่มีการให้บริการปลูกถ่ายอวัยวะครบวงจร  ดำเนินการประสบผลสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

  ผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลจะได้รับการบริการที่เป็นเลิศ เข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะใช้สิทธิการรักษาใดก็จะได้รับบริการที่มีมาตรฐาน มีระบบบริการอย่างดี สังคมจะได้รับความรู้วิทยาการทางการแพทย์ที่ถูกต้อง เชื่อถือได้  และคณะฯ จะสร้างองค์ความรู้ในการให้บริการ การคิดค้นพัฒนาต่อยอดงานวิจัย องค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่มีความโดดเด่นในความเป็นเลิศทางด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ นอกจากนี้ โรงพยาบาลศิริราช ให้บริการการรักษาด้านการปลูกถ่ายอวัยวะแก่ผู้ป่วยทุกสิทธิการรักษา เราได้มีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยเปลี่ยนอวัยวะรายที่มีความจำเป็นมาอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจจะต้องเสียส่วนเกินในด้านการเข้าพักรักษาและค่ายากดภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นยาที่มีราคาแพง”

    รศ. ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช และประธานงานเปลี่ยนอวัยวะศิริราช  กล่าวเพิ่มเติมว่า “งานเปลี่ยนอวัยวะศิริราช เป็นหน่วยงานที่ได้รับความร่วมมือจากสหสาขาวิชาชีพที่มาร่วมทำงานร่วมกันในด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ ทางด้านแพทย์ มีทีมศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ตับอ่อน ทีมอายุรแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องดูแลผู้ป่วยและติดตามผู้ป่วยก่อนและหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ ทีมวิสัญญีแพทย์ ที่ได้การดูแลผู้ป่วยระหว่างผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ   ทีมพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นพยาบาลหอผู้ป่วยเปลี่ยนอวัยวะ พยาบาลหอผู้ป่วยวิกฤต พยาบาลห้องผ่าตัด ทีมเภสัชกรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านยากดภูมิคุ้มกัน ทีมนักโภชนาการ ทีมนักสังคมสงเคราะห์
รายแรก! ศิริราช "ปลูกถ่ายลำไส้และอวัยวะในช่องท้อง"คนไทยสำเร็จ
         และที่สำคัญที่สุด คือ ทีมพยาบาลประสานงาน เพราะเป็นผู้ที่เชื่อมโยงกระบวนการต่าง ๆ ระหว่างผู้ป่วยและทีมแพทย์ ให้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย ต้นแบบของการจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าว เป็นโมเดลหรือต้นแบบที่ดีที่ทำให้เกิดการดำเนินงานเช่นนี้ในโรงพยาบาลต่าง ๆ ปัจจุบันนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้นำแนวทางการพัฒนาเพื่อมุ่งสู่ “ศูนย์บูรณาการความเป็นเลิศทางการแพทย์ศิริราช” Siriraj Integrated Center of Excellence (SiCOE) โดยเป็นการบูรณาการพันธกิจด้านงานบริการ การศึกษาและงานวิจัย เข้าได้ด้วยกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยทุกราย

      ในด้านความสำเร็จของการปลูกถ่ายลำไส้และอวัยวะในช่องท้องแก่ผู้ป่วยในครั้งนี้ ทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ ประกอบด้วย รศ. ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร หัวหน้าทีมฯ  ผศ. นพ.สมชัย ลิ้มศรีจำเริญ  ผศ. นพ.ประวัฒน์ โฆสิตะมงคล  และ รศ. นพ.เวธิต ดำรงกิตติกุล ศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ กล่าวถึงความเจ็บป่วยซึ่งเป็นเหตุให้มีการปลูกถ่ายอวัยวะแก่ผู้ป่วยว่า “เมื่อปลายปี พ.ศ. 2561 ทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะได้รับการปรึกษาจากศัลยแพทย์ท่านหนึ่งว่า มีผู้ป่วยที่เป็นเนื้องอกที่ลำไส้เล็กส่วนต้น ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดเพื่อตัดเนื้องอกดังกล่าวออก
           ภายหลังการผ่าตัดเกิดหลอดเลือดดำใหญ่ในช่องท้องอุดตัน ส่งผลให้ลำไส้เล็กทั้งหมดและอวัยวะในช่องท้องอื่นบางส่วนขาดเลือดมีความจำป็นต้องผ่าตัดอวัยวะเหล่านั้นออก จึงเกิดภาวะลำไส้สั้น ผู้ป่วยไม่สามารถกินอาหารและดูดซึมสารอาหารได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต จำเป็นต้องใช้สารอาหารทางหลอดเลือดพยุงไปตลอด และปรึกษาถึงความเป็นไปได้ของการปลูกถ่ายลำไส้ให้ผู้ป่วย
รายแรก! ศิริราช "ปลูกถ่ายลำไส้และอวัยวะในช่องท้อง"คนไทยสำเร็จ
       หลังจากนั้นทางทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ  ได้ไปเยี่ยมผู้ป่วยเพื่อประเมินเบื้องต้น และรับผู้ป่วยมา ดูแลต่อที่ รพ.ศิริราช  และทำการประเมินอาการผู้ป่วยโดยละเอียดพบว่า นอกจากภาวะลำไส้สั้นแล้ว ยังมีปัญหาสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับความทุกข์ทรมาน คือ บาดแผลเปิดขนาดใหญ่ที่หน้าท้อง ซึ่งมีน้ำย่อยของกระเพาะอาหารรั่วออกมาตลอดเวลา ซึ่งจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ทำแผลชนิดพิเศษ และทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดอยู่ตลอด ทีมศัลยแพทย์ฯ  จึงทำการผ่าตัดเพื่อปิดบาดแผลนั้น และตัดเนื้อเยื่อที่ตับของผู้ป่วยตรวจดูเพิ่มเติม  หลังการผ่าตัดครั้งแรกผู้ป่วยมีอาการปวดลดลงเนื่องจากไม่มีแผลเปิดขนาดใหญ่ที่หน้าท้องแล้ว การดูแลแผลง่ายขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจที่ดีขึ้นมาก

        ภายหลังการผ่าตัดครั้งแรก ได้มีการประชุมทีมสหสาขาเพื่อวางแผนการรักษาผู้ป่วยต่อ  จากการตัดชิ้นเนื้อตับตรวจพบว่า ผู้ป่วยมีภาวะตับอักเสบเรื้อรังจากการให้สารอาหารทางหลอดเลือดและมีความจำเป็นต้องปลูกถ่ายลำไส้ ตับ ตับอ่อน และกระเพราะอาหารในคราวเดียวกันจึงจะทำให้ผู้ป่วยหายป่วยได้แต่เนื่องจากการปลูกถ่ายลำไส้นั้นเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยทำมาก่อนในประเทศไทย ทีมฯ จึงต้องประชุมวางแผนและเตรียมการกันหลายด้าน เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการผ่าตัดใส่อวัยวะให้ผู้ป่วย การผ่าตัดนำอวัยวะออกจาก      ผู้บริจาคสมองตาย การกดภูมิคุ้มกันให้ผู้ป่วยซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดในขนาดสูงประกอบกัน นอกจากนี้ยังวางแผนการฟื้นฟูร่างกายหลังผ่าตัด และกระบวนการตรวจติดตามหลังผ่าตัดในระยะยาวให้ผู้ป่วยด้วย
        เมื่อทีมฯ ประเมินว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องรักษาด้วยการปลูกถ่ายอวัยวะ  ก็จะลงทะเบียนเพื่อรอรับบริจาคและจัดสรรอวัยวะกับทางสภากาชาดไทย จากนั้นก็รอเมื่อมีผู้บริจาคที่เหมาะสม ทางสภากาชาดไทยก็แจ้งและประสานงานให้ทีมเดินทางออกไปเพื่อผ่าตัดนำอวัยวะมาปลูกถ่ายให้ผู้ป่วย ในกรณีของผู้ป่วยรายนี้  เนื่องจากลำไส้เป็นอวัยวะที่ค่อนข้างเปราะบาง และทนต่อการขาดเลือดได้ไม่นาน  ผู้บริจาคที่เหมาะสมจึงจำเป็นต้องเป็นผู้บริจาคสมองตายที่มีสัญญาณชีพคงตัว ผลตรวจเลือด หมู่เลือดตรงกับผู้ป่วยและการทำงานของระบบต่าง ๆ อยู่ในเกณฑ์ดี   อยู่ในโรงพยาบาลที่เดินทางได้สะดวกไม่ไกลจาก รพ.ศิริราชมากนัก จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยต้องรออวัยวะบริจาค   ที่เหมาะสมอยู่เป็นเวลานานกว่า 2 ปี  
รายแรก! ศิริราช "ปลูกถ่ายลำไส้และอวัยวะในช่องท้อง"คนไทยสำเร็จ

             จนกระทั่งวันที่ 2 เมษายน 2564 ได้รับทราบจากสภากาชาดไทยมีผู้บริจาคอวัยวะสมองตายที่เข้าเกณฑ์ จึงได้ดำเนินการจัดทีม แยกออกเป็นสองทีม ทีมแรกเดินทางไปผ่าตัดนำอวัยวะออกจากผู้บริจาค ในเวลาที่ไล่เลี่ยกันอีกทีมหนึ่งได้เตรียมการผ่าตัดใส่อวัยวะให้ผู้ป่วยที่ รพ.ศิริราช  เมื่อทราบจากทีมผ่าตัดนำอวัยวะออกว่า อวัยวะนั้นดีเหมาะกับการปลูกถ่าย ทางทีมที่ รพ.ศิริราชก็เริ่มทำการผ่าตัดให้ผู้ป่วย เพื่อเตรียมช่องท้องและเส้นเลือดให้พร้อม เมื่อทีมแรกเดินทางกลับมาถึงก็สามารถผ่าตัดใส่อวัยวะได้ทันที การทำงานที่สอดคล้องกันเช่นนี้ทำให้ลดระยะเวลาการขาดเลือดของอวัยวะให้น้อยที่สุด ซึ่งในวันนั้นการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี ใช้เวลาผ่าตัดใส่อวัยวะให้ผู้ป่วยประมาณ 7 ชั่วโมง

            การผ่าตัดในวันนั้น ลำไส้และอวัยวะอื่น ๆ มีการทำงานที่ดีมากตั้งแต่ในห้องผ่าตัด ในช่วงหลังผ่าตัดใหม่ ๆ ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ดีมาก ใช้เวลาอยู่ในห้อง ICU เพียง 5 วัน หลังจากนั้นผู้ป่วยสามารถเริ่มรับประทานอาหารได้เพิ่มขึ้นจนรับประทานอาหารได้ครบ 3 มื้อ และเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย งดการใช้สารอาหารทางหลอดเลือดได้ทั้งหมดใน 1 เดือนหลังผ่าตัด สามารถกลับบ้านไปใช้ชีวิตกับครอบครัวได้ในวันที่ 12 มิถุนายน 2564 รวมเวลา 72 วันหลังผ่าตัด ปัจจุบันผู้ป่วยอยู่กับครอบครัว และมาติดตามผลการรักษาสม่ำเสมอ จนถึงเวลานี้เกือบ 1 ปีแล้ว อวัยวะทุกอย่างยังทำงานได้ดี และยังไม่พบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

           ศ. ดร. นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวปิดท้ายว่า  “ความสำเร็จครั้งนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มิใช่แต่ของทีมแพทย์ศิริราช แต่เป็นของประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบมาตรฐานการแพทย์ที่เป็นเลิศ เทียบเท่าระดับนานาชาติ ซึ่งทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะยังคงพัฒนาการดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น เพื่อให้สมกับเป็น “โรงพยาบาลของแผ่นดิน” และที่สำคัญความสำเร็จครั้งนี้จะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มีการบริจาคอวัยวะ ขณะที่จำนวนผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะอวัยวะล้มเหลวมีจำนวนเพิ่มขึ้น  แต่จำนวนผู้ที่ประสงค์จะบริจาคอวัยวะยังไม่เพียงพอ จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาเพศชายหญิง ทุกวัย ทุกเชื้อชาติที่แข็งแรงปราศจากโรคติดเชื้อร่วมบริจาคอวัยวะได้ หรือถ้ามีญาติที่มีภาวะสมองตาย สามารถแจ้งที่งานเปลี่ยนอวัยวะ   ศิริราช โทร. 0 2419 8079

         นอกจากนั้นหากมีความประสงค์จะบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ป่วย โรงพยาบาลศิริราชมีกองทุนของโรงพยาบาลศิริราชที่ช่วยให้ผู้ป่วยทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยท่านสามารถติดต่อบริจาคเข้ากองทุนได้ที่ ศิริราชมูลนิธิ ตึกมหิดลบำเพ็ญ ชั้น 1 รพ.ศิริราช ทุกวัน โทร. 0 2419 7658 - 60”