วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม 2569

Login
Login

"หมอยง" เผยฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น "mRNA" ภูมิขึ้น 200 เท่า

"หมอยง" เผยฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น "mRNA" ภูมิขึ้น 200 เท่า

"หมอยง" เผย "ฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็ม3" หากฉีดเชื้อตายและ กระตุ้นด้วยเชื้อตาย ภูมิจะขึ้นราว 10 เท่า แต่หากใช้แอสตร้าเซนเนก้าภูมิจะขึ้นเกือบ 100 เท่า และหากใช้ mRNA ภูมิจะขึ้นสูงเกือบ 200 เท่า "โอมิครอน" แพร่เชื้อรวดเร็ว คาด 1-2 เดือนแทนที่เดลต้า

วันนี้ (28 ธ.ค.2564) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้ผ่าน Webinar LIVE COVID-19 Vaccine Quarterly Outlook จัดโดย บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด โดยระบุว่า การ ฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็ม3 เป็นสิ่งจำเป็นมาก จากเดิมให้รอ 6 เดือนแต่ตอนนี้ต้องเร็วที่สุด การศึกษาในอิสราเอล พบว่า เข็ม 3 มีภูมิคุ้มกันสูงปกป้องได้แค่ 3 เดือนเท่านั้น ซึ่งอิสราเอลกำลังพิจารณาเข็ม 4 ชัดเจนว่าภูมิต้องสูงเท่านั้น จึงจะต่อต้านโอมิครอนได้ ทั้งนี้ จากการศึกษาของศูนย์เชี่ยวชาญฯ จุฬา ที่ตีพิมพ์ในวารสารวัคซีน โดยการให้ วัคซีนเข็ม 3 หลังจากรับวัคซีนเชื้อตายหรือซิโนแวค 2 เข็มด้วยแอสตร้าฯ จะมีภูมิต้านทานขึ้นสูงมาก

 

เมื่อมีการเปรียบเทียบการให้ วัคซีนเข็มที่ 3 ในแต่ละชนิด พบว่า หากฉีดเชื้อตายมาก่อน และกระตุ้นด้วยเชื้อตาย หรือกระตุ้นด้วยแอสตร้าเซนเนก้า หรือ กระตุ้นด้วยไฟเซอร์ กรณีผลข้างเคียงจะพบว่า เชื้อตายอาการข้างเคียงต่ำสุด และแอสตร้าเซนเนก้า เข็มแรกอาการข้างเคียงมากที่สุด มากกว่าเข็มที่สอง ส่วน mRNA ส่วนใหญ่เข็มแรกจะมีอาการข้างเคียงน้อยกว่าเข็มที่ 2 ดังนั้น การฉีด mRNA เข็มสองจะมีอาการข้างเคียงมากกว่าเข็มแรก

  • กระตุ้น mRNA ภูมิขึ้น 200 เท่า

 

ศ.นพ.ยง กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่อง ภูมิต้านทาน หากเป็นเชื้อตายกระตุ้นเข็ม 3 ด้วยเชื้อตายกันเอง ภูมิจะขึ้นราว 10 เท่า แต่หากใช้แอสตร้าเซนเนก้าเป็นตัวกระตุ้น ภูมิจะขึ้นเกือบ 100 เท่า แต่ถ้าเป็น mRNA ภูมิจะขึ้นสูงเกือบ 200 เท่า ดังนั้น ไม่ว่าวัคซีนไวรัลแวกเตอร์ หรือ mRNA จะป้องกันโอมิครอนได้ ส่วนการลดลงของภูมิต้านทาน ในไวรัลแวกเตอร์ เปรียบเทียบ mRNA จะพบว่า mRNA จะลดลงเร็วกว่าไวรัลแวกเตอร์


ขณะเดียวกัน ระยะห่างของวัคซีนเข็ม 3  พบว่า ยิ่งห่างยิ่งดี แต่ห่างเกินไปก็เสี่ยงติดเชื้อระหว่างที่รอ เดิมเราจะให้ 6 เดือน แต่ขณะนี้ โอมิครอน แพร่เร็ว ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงแนะนำให้กระตุ้นเข็ม 3 ห่างจากเข็ม 2 ประมาณ 3 เดือน หากฉีด ซิโนแวค 2 เข็ม เปรียบเทียบกับแอสตร้าฯ 2 เข็ม และกระตุ้นด้วยซิโนฟาร์ม ภูมิฯจะขึ้นประมาณ 10 

 

แต่หากกระตุ้นด้วย แอสตร้าเซนเนก้า จะกระตุ้นภูมิฯเกือบ 80 เท่าหรือเกือบ 100 เท่า แต่ถ้ากระตุ้นด้วยไฟเซอร์หรือ mRNA ไม่ว่าจะเต็มหรือครึ่งโดส จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันสูงมากไปอีก แต่ภูมิยิ่งขึ้นสูงก็จะลงเร็ว โดยทั่วไปไม่ว่าภูมิจะสูงแค่ไหนจะมีจุดตัดที่ 3-4 เดือน แต่ mRNA จะลงเร็วกว่า

 

"ดังนั้น คนที่ฉีดแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม และบูสด้วย ไฟเซอร์ หรือ โมเดอร์นา ภูมิจะขึ้นดีมาก ขณะนี้ อยู่ระหว่างศึกษากลุ่มทริปเปิลเอ คือ แอสตร้าเซนเน้กา 3 เข็ม เพื่อให้เห็นว่า ผลเป็นอย่างไร กำลังรอคณะกรรมการจริยธรรมตรวจสอบอยู่" ศ.นพ.ยง กล่าว

  • ศึกษา วัคซีนทริปเปิลเอ 

 

ศ.นพ.ยง กล่าวต่อไปว่า สำหรับการให้วัคซีน ทริปเปิลเอ หรือ แอสตร้าเซนเนก้า 3 เข็ม สามารถให้ได้หรือไม่นั้น ส่วนตัวว่าได้ แต่ระยะห่างการฉีดต้องเหมาะสม ใกล้มากไม่ดี แต่ห่างมากก็เสี่ยงติดเชื้อแทรกตรงกลางได้ โดยแอสตร้าเซนเนก้าเข็มที่ 1 และ 2 หากให้ห่างเกิน 6 สัปดาห์ขึ้นไปภูมิจะสูงขึ้น

 

แต่หากยิ่งห่างไป 12 สัปดาห์ก็จะยิ่งดี เพียงแต่กลัวการติดเชื้อระหว่างรอ ขณะเดียวกัน หากฉีด 3 เข็มของแอสตร้าเซนเนก้า ข้อมูลพบว่า เข็มแรกจะมีอาการข้างเคียงมากที่สุด ส่วนเข็ม 2 และ 3 อาการข้างเคียงมีแนวโน้มลดลง โดยเข็ม 2 และ 3 แตกต่างไม่ชัดเจน แต่โดยหลักการอาการข้างเคียงจะลดลง

 

เช่นเดียวกับ ไฟเซอร์ เมื่อฉีด 3 เข็ม ก็ไม่ได้กระตุ้นสูงเท่ากับการสลับวัคซีน อย่างไรก็ตาม อยู่ระหว่างศึกษากลุ่มฉีดวัคซีนสลับ คือ ซิโนแวคเข็มแรก และแอสตร้าเซนเนก้า เข็มสอง โดยจะทำการศึกษาการกระตุ้นด้วย แอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ และ โมเดอร์นา ว่าแต่ละชนิดเป็นอย่างไร คาดว่าผลจะออกในเดือนหน้า" ศ.นพ.ยง กล่าว

 

  • “โอมิครอน” แพร่เร็ว ติดง่าย

 

ศ.นพ.ยง กล่าวต่อไปถึง สถานการณ์โควิด-19 โดยระบุว่า มีการระบาดรวมแล้วกว่า 4 ระลอก ล่าสุด มีสายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่เร็วมาก จากรายงานของ GISAID) พบว่า จำนวนรหัสพันธุกรรมโอมิครอนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในที่สุดโอมิครอน จะแทนที่สายพันธุ์เดลตาภายใน 1-2 เดือนนับจากนี้ โดยที่ศูนย์เชี่ยวชาญฯ ตรวจวินิจฉัยจากตัวอย่างที่ถูกส่งตรวจ 96 คน พบเป็นโอมิครอน 40-50 คน แสดงว่าเชื้อแพร่ได้รวดเร็ว 

 

“เดิมโอมิครอนมีจุดกำเนิดที่แอฟริกา แต่เมื่อไปแถบยุโรป กลับเป็นแหล่งขยายตัว และพร้อมกระจายไปทั่วโลก อีก 1-2 เดือน สายพันธุ์นี้จะยึดครองทั่วโลก โดยปัจจุบันโควิดโอมิครอน B.1.1.529 จะแยกออกเป็น BA1 ,BA2 และ BA3 แต่ขณะนี้ ยังพบมากที่สุด คือ B. A1 ประเทศไทยก็เช่นกัน อย่างไรก็ตาม จากการระบาด 4 ระลอกที่ผ่านมา และ ล่าสุดมีโอมิครอน เชื่อว่าหลังปีใหม่ ผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจเกิดระลอกที่ 5 ได้ หากไม่ช่วยกัน"

 

สำหรับ การตรวจตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. ยังพบเดลต้ามากที่สุด โดยห้องแล็บตรวจพบโอมิครอนรายแรก 11 ธ.ค. หลังจากนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีแนวโน้มแซงเดลต้า กรณีมาตรการ Test and Go ที่ผ่านมา ทำให้มีโอกาสโอมิครอนหลุดได้ ยกตัวอย่าง กรณี สามีชาวฝรั่งเศส และภรรยาที่เป็นช่างเสริมสวยเดินทางเข้าประเทศไทย ตรวจต้นทาง RT-PCR ไม่พบ ตรวจเมื่อเข้าประเทศไทย ตรวจซ้ำใน 24 ชม. ก็ไม่พบ หลังจากนั้น รับประทานอาหารกับเพื่อน 11 คน จากนั้น ไม่นานมี 1 คน ไม่สบายนอนโรงพยาบาล ตรวจพบเชื้อโอมิครอน สันนิษฐานติดจากสามีภรรยา และจากนั้นเพื่อนทั้งหมดก็ติดโอมิครอน

 

“เชื่อว่าสามีภรรยา ติดเชื้อมาจากฝรั่งเศส เช่นเดียวกับเคสครอบครัวที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ลูกสาวติดโอมิครอนแล้วกักตัว แต่พ่อแม่และน้องชายไม่ติด จึงไม่กักตัว แต่อีก 2-3 วัน ก็ติดเชื้อ ซึ่งในช่วงเวลานั้นทั้ง 3 คน ไปทำกิจกรรมอื่น เท่ากับมีการแพร่เชื้อในสังคม”

 

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างข้าราชการระดับสูงที่ป่วย ซึ่งตนมีโอกาสตรวจเชื้อและพบว่า เป็นโอมิครอน โดยไทม์ไลน์มีการประชุมหลายแห่ง และไปร่วมกิจกรรมหลายอย่าง รวมทั้งไปร่วมรับประทานอาหารกับหน่วยราชการภายนอก สงสัยว่าอาจติดจากการร่วมรับประทานอาหาร แต่กรณีนี้เมื่อมีการเดินทางไปหลายแห่ง ก็อาจมีการสัมผัสกับคนอีกจำนวนมากได้เช่นกัน เนื่องจากเชื้อนี้ติดง่ายมาก

 

  • 3 ข้อมูลสำคัญ “โอมิครอน”

 

"ขณะเดียวกัน ข้อมูลสำคัญของ โอมิครอน 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก ติดต่อง่ายจริงหรือไม่ ตอบได้ทันทีว่า จริง เนื่องจากสายพันธุ์นี้ตัวอย่างที่เห็น นั่งเฉลิมฉลอง 11 คน มี 1 คนกลับจากฝรั่งเศส ติดเชื้อไปครบทั้ง 10 คน ประการที่สอง หลบหลีกภูมิต้านทานของวัคซีนจริงหรือไม่ ข้อมูลชัดเจนแล้วว่า วัคซีน 2 เข็ม ไม่ว่ายี่ห้อใด ไม่เพียงพอในการป้องกัน จำเป็นต้องอาศัยเข็ม 3 เพื่อลดความรุนแรงของโรค และ ประการที่สาม ความรุนแรงของโรค" ศ.นพ.ยงกล่าว