background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ภาพเด็กที่ไม่เด็ก! "สิทธิเด็ก" อยู่ไหน? เมื่อมี Digital Footprint บันทึก

ภาพเด็กที่ไม่เด็ก! "สิทธิเด็ก" อยู่ไหน? เมื่อมี Digital Footprint บันทึก

เมื่อพ่อแม่โพสต์รูปลูกบน "โซเชียลมีเดีย" รู้หรือไม่ว่าสร้างผลกระทบต่อ "สิทธิเด็ก" มากกว่าที่คิด เพราะสิ่งที่เรียกว่า Digital footprint อาจทำร้ายพวกเขาในอนาคต

เด็กคืออนาคตของชาติ ดังนั้นคุณภาพชีวิตของเด็กคนหนึ่ง จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ไม่ใช่ว่าอะไรก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึง "สิทธิเด็ก" เป็นหลัก โดยเฉพาะยุคปัจจุบันนี้ที่โลกแห่งความเป็นจริงและโลกออนไลน์ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันและผสมกลมกลืนไปหมด อีกทั้งอิทธิพลของโซเชียลมีเดียก็กลายเป็นบรรทัดฐานหนึ่งในสังคม

การถ่ายภาพเด็ก หรือลงภาพบุตรหลานบนโซเชียลมีเดีย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่เราทุกคนต้องตระหนักมากขึ้น เพราะสิ่งที่เรียกว่า Digital footprint อาจกลายเป็นคมดาบที่ทำร้ายตัวเด็กในอนาคตได้

 

  • รอยเท้าดิจิทัล (Digital footprint)

เคยเป็นไหม? เวลาเราอยากรู้จักใครสักคน เราจะเริ่มจากการนำชื่อของเขามาค้นหาในอินเทอร์เน็ต ถ้าโชคดีเจอชื่อใน Facebook เราก็ตามไปส่องต่อ เพื่อดูว่าเขามีไลฟ์สไตล์แบบไหน ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แล้วเรากับเขามีเพื่อนร่วมกันเป็นใครบ้าง?

เมื่อโลกจริงกับโลกออนไลน์เชื่อมโยงกัน สิ่งที่เราบอกและแสดงออกในโลกออนไลน์ที่บอกไปข้างต้นนี้ คือหลักฐานที่เรียกว่า Digital footprint ซึ่งหมายถึงรอยเท้าในโลกดิจิทัล อันสะท้อนถึงพฤติกรรมจริงๆ ของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นด้านดีหรือด้านร้าย

คู่มือพลเมืองดิจิทัล โดยสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้นิยามว่า ร่องรอยดิจิทัล (Digital footprint) คือ ร่องรอยข้อมูลที่เราทิ้งไว้ขณะใช้อินเทอร์เน็ต เช่น  ข้อความที่เราโพสต์, เว็บไซต์ที่เราเข้าไปช้อปปิ้ง, ข่าวที่เราอ่าน รวมไปถึงบริการออนไลน์ที่เราใช้

 

พูดกันตามหลักการ ร่องรอยดิจิทัลนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท อย่างแรกคือร่องรอยดิจิทัลแบบแพสซีฟ (Passive digital footprint) หมายถึงร่องรอยที่เราทิ้งไว้โดยไม่ตั้งใจ แต่คนอื่นกลับดันมาเห็น ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเยี่ยมชมเว็บไซต์ เว็บเซิร์ฟเวอร์จะล็อกไอพี (IP address) ซึ่งสามารถระบุผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและที่อยู่ หรือประวัติการค้นหาของคุณที่บริการเสิร์ชเอ็นจิ้นเก็บเอาไว้

อย่างที่สองคือ ร่องรอยแบบแอ็กทีฟ (Active digital footprint) ซึ่งหมายถึงร่องรอยที่เราทิ้งไว้โดยตั้งใจ ตัวอย่างเช่น การโพสต์ถึงความรู้สึก, การส่งอีเมลหาเพื่อน ซึ่งถูกเห็นและบันทึกไว้ (แบบที่เราตามเข้าไปส่องนั่นเอง) ในกรณีเดียวกันกับที่พ่อแม่โพสต์รูปลูกในอิริยาบถน่ารักๆ ซึ่งในอีก 40 ปี ข้างหน้าก็ยังสามารถค้นหาภาพดังกล่าวเจอ

โดยสรุป Digital Footprint จึงหมายถึงพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของเรา การโพสต์ภาพกิจกรรม การเปิดตัวแฟน การบ่นสิ่งรอบๆ ตัว ฯลฯ ดังนั้น หากไม่อยากทิ้งร่องรอยที่อาจส่งผลเสียต่ออนาคตเอาไว้ จึงต้องคิดให้รอบคอบก่อนจะโพสต์อะไรบนโซเชียล เพราะร่องรอยเหล่านั้นไม่เพียงแต่จะบอกได้ว่าเราทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันยังถูกใช้เป็นหลักฐานในโลกออฟไลน์ ซึ่งไม่เคยถูกแยกออกจากกัน

 

  • ความทุกข์จากการ "ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ" ในร่างกายตัวเอง

“ทุกคนล้วนเคยเห็นอวัยวะเพศของผมกันหมด ผมรู้สึกว่ามันคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผม” สเปนเซอร์ เอลเดน (Spencer Elden) วัย 30 ปี กล่าวกับสำนักข่าว BBC หลังจากที่เขายื่นฟ้องร้องต่อวงร็อค "เนอร์วานา" (Nirvana) กรณีที่ทางวงได้เอาภาพเขาขณะเป็นทารกเป็นภาพหน้าปกอัลบั้มเนเวอร์มายด์ (Nevermind)

ภาพเด็กที่ไม่เด็ก! "สิทธิเด็ก" อยู่ไหน? เมื่อมี Digital Footprint บันทึก ภาพอัลบั้มปกเนเวอร์มายด์ ที่เป็นรูปของ "สเปนเซอร์ เอลเดน" อยู่บนปก ในวัยทารกที่กำลังเปลือยเปล่าในสระว่ายน้ำ กลายเป็นที่รู้จักและมียอดขายมากกว่า 30 ล้านชุดทั่วโลก

แต่ความโด่งดังที่วงเนอร์วานาได้รับนั้น อีกด้านหนึ่งมันต้องแลกกับการที่คนทั้งโลกได้เห็นภาพเปลือยสเปนเซอร์ เอลเดน ในวัยทารก ซึ่งตัวเขาในวัย 30 ปี ก็มีสิทธิ์ที่จะไม่พอใจ

เหตุผลหลักๆ ที่ทนายยื่นฟ้องคือ การที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากพ่อแม่สำหรับการนำเอาภาพของเขาไปเป็นหน้าปกอัลบั้ม และเหตุผลใหญ่อีกข้อก็คือ เขาได้รับผลกระทบทางจิตใจ จากการถูกบันทึกลงบน Digital Footprint

นอกจากกรณีของหน้าปกอัลบั้มวงเนอร์วานาแล้ว ก่อนหน้านี้ในปี 2016 มีกรณีที่เด็กวัย18 ปีในออสเตรีย ฟ้องร้องศาลต่อพ่อแม่ของเธอ เนื่องจากพ่อแม่โพสต์ภาพวัยเด็กของเธอลงบนเฟสบุ๊คโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งในเฟสบุ๊คของพ่อมีเพื่อนประมาณ 700 คน

“พวกเขาโพสต์รูปฉันทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะเป็นตอนอยู่ในห้องน้ำ หรือนอนอยู่บนแปล และเผยแพร่สู่สาธารณะ” หญิงผู้ฟ้องร้องกล่าวกับสำนักข่าว The Local Austria

อ. พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเรื่องเตือนโพสต์รูปลูกลงโซเชียลฯ อาจเกิดผลเสียที่คาดไม่ถึง ระบุว่า

หลายครั้งที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองเด็กมีการโพสต์รูปลูกลงโซเชียลฯ แล้วนำไปสู่การสร้างตัวตนให้เด็ก โดยเป็นไปในแบบที่ตนเองต้องการ ทำให้ในชีวิตจริง เด็กหลายคนต้องดูดีหรือดูน่ารักตลอดเวลาเมื่ออยู่ต่อหน้าสาธารณชน

กรณีแบบนี้อาจทำให้เด็กสูญเสียความเป็นตัวเองและสูญเสียความเป็นเด็ก เนื่องจากผู้ปกครองบางรายมีการจัดการกับเด็กที่ฝืนธรรมชาติ เพื่อให้ภาพที่ออกมาดูดี ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เด็กบางคนอาจต้องการวิ่งเล่น ซุกซนตามวัย ร้องไห้ งอแง จึงอาจกลายเป็นปัญหาตามมาด้านการปิดกั้นพัฒนาการของเด็ก สืบเนื่องมาจากปัญหาการดำเนินชีวิตของเด็กที่ไม่เป็นธรรมชาติ

นอกจากนี้พ่อแม่บางท่านโพสต์รูปลูกที่เป็นปัญหาต่อสภาพจิตใจเด็กในอนาคต เช่น รูปเด็กเปลือย เมื่ออนาคตเด็กโตขึ้น อาจถูกขุดคุ้ยภาพในอดีตที่พ่อแม่เคยโพสต์ไว้มาล้อเลียน และส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กเมื่อโตขึ้นได้ เป็นต้น

 

  • "สิทธิเด็ก" อยู่ตรงไหน? ในยุคที่กล้องทำหน้าที่แทนตา

ประเด็นเกี่ยวกับสิทธิเด็ก และการโพสต์รูปลงบนโซเชียลถูกให้ความสำคัญในหลายๆ ประเทศ

ฝรั่งเศส หากพ่อแม่โพสต์ข้อมูลส่วนตัวหรือรูปถ่ายของลูก โดยไม่ได้รับอนุญาตต้องรับโทษทั้งจำและปรับฐานละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลในโลกออนไลน์

ในสหภาพยุโรป บังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป (General Data Protection Regulation : GDPR)  รวมถึง ‘รูปภาพ’ นับเป็นหนึ่งในข้อมูลส่วนบุคคลที่ใครจะนำมาเผยแพร่โดยไม่ขออนุญาตไม่ได้

นอกจากนี้ GDPR ยังมีหลักที่ว่าด้วยเรื่อง ‘สิทธิการถูกลืม’  (Right to be forgotten)  กล่าวคือเป็นสิทธิของผู้ให้ข้อมูลในการสั่งให้ลบข้อมูลส่วนตัวที่เผยแพร่ไปในโลกออนไลน์ หากไม่ต้องการให้ข้อมูลดังกล่าวปรากฏอยู่ในโลกออนไลน์ต่อไป 

สหรัฐอเมริกา มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กและเยาวชน (The Children’s Online Privacy Protection Act of 1998) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ‘COPPA’ ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2000 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจากการใช้อินเทอร์เน็ตของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี 

สำหรับประเทศไทยกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ถูกบัญญัติใน พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 27 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือสื่อสารสนเทศประเภทใด ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครอง โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็ก หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ

รวมถึง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ที่นิยามครอบคลุมเช่นเดียวกับ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ควรถึงเวลาปรับปรุงใหม่ให้เข้ากับสถานการณ์และยุคสมัยมากขึ้น

-----------------------------------

อ้างอิง : 

the101.world

ftc.gov

moc.go.th

independent.co.uk

rama.mahidol.ac.th

th.theasianparent.com

scimath.org

th.usembassy.gov

bbc.com